วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

อาสาฅนสู้ไฟ ตอน 1




    ข้อมูลเพื่อขอรับการช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นกำลังอาสา หรือกำลังทรัพย์ที่จะนำไปสนันสนุนเหล่าอาสาที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งก็มีน้อยนิดเกินกว่าจะมอดไฟบรรลัยกันต์นั้นลงได้
     แต่แล้วดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมกำลังทำนั้นไร้ความหมายเสียเหลือเกิน   กว่าสิบเพจที่ผมแชร์ข้อมูลไปนั้นกลับไม่ได้รับความสนใจเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้คนจำนวนโดยรวมแล้วกว่าห้าพันคนจากทั้งหมดสิบเพจนั้น มีเพียงไม่ถึงสิบคนเท่านั้นที่มากด “like” เพื่อเป็นการรับทราบ เหตุนี้เองจึงทำให้ผมรู้สึกว่า อยู่ไม่ได้ผมจึงได้เข้าไปติดต่อกับขบวนการกู้โลกว่าจะขอติดรถไปด้วยหากจะมีอาสาสมัครคนไหนเข้าพื้นที่ในครั้งนี้  ซึ่งก็ได้รับการตอบกลับมาว่าให้ติดต่อไปยังพี่อั๋น  ผมจึงโทรไปหาพี่อั๋นในทันที...
สวัสดีครับพี่อั๋น ผมอาร์มนะครับ ชื่อในเฟช(หมายถึง Facebook)คือ เซียนเต๋าน่ะครับผมพูดเหมือนกันคนที่กลัวจะไม่ได้พูด
ครับผม ว่าไง..”  พี่อั๋นตอบด้วยเสียงเรียบๆ
เป็นไงบ้างพี่ สถานการณ์ไฟป่าผมถามถึงสถานการณ์ด้วยความสนใจในทันที
ไม่ไหวเลยน้อง คนเราน้อยมากแล้วไอ้พวกจุดไฟก็จุดเอาๆพี่อั๋นตอบ...
“OK พี่งั้นผมอยู่ไม่ได้ละงานนี้..เดี๋ยวผมจะเดินทางไปคืนนี้เลยต้องเดินทางยังไงมั่งพี่
โอเคน้อง เดินทางมาเลยถึงตัวเมืองราชบุรีแล้วโทรหาพี่อีกที พาเพื่อนมาเยอะๆเลยยิ่งดี ต้องการกำลังมาก
มันจะมีที่ไหนล่ะพี่ ผมแชร์ข้อมูลไปไม่ได้รับความสนใจเลย มีผมนี่แหละเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียว
ผมพูดอย่างฉุนเฉียวก่อนที่พี่อั๋นจะตัดบทขึ้นว่า  เอา คนเดียวก็เอา เดี๋ยวเจอกัน
ครับพี่..

   ทันทีที่กดวางสาย ผมก็รีบแต่งตัวอย่างรีบเร่ง จากนั้นก็คว้ากระเป๋าเพื่อนมาใบหนึ่ง เทของเพื่อนออกหมดก่อนที่จะหยิบของส่วนตัวยัดใส่ลงไปอย่างรีบด่วนซึ่งก็ดูเหมือนผมจะรีบจริงๆเพราะเท่าที่ตรวจดูมีเพียงเสื้อยืดสีดำ 4 ตัว(รวมที่ใส่) กางเกง 2 ตัว(รวมที่ใส่อยู่) กางเกงใน 1 ตัว(ก็ที่ใส่อยู่นั่นแหละ) ไฟฉายและถ่านสำรองอีก 1 ชุด เท่านั้นผมก็เหวี่ยงกระเป๋าขึ้นบ่าแล้วรีบวิ่งออกไปขึ้นควบมอเตอร์ไซค์ รีบบึ่งออกไปทันที..

    เวลา 01.00 . รถโดยสารสาย นครราชสีมา – กรุงเทพฯ เคลื่อนตัวออกจาก บขส. ดูมันช่างจะเชื่องช้าอย่างกับเต่าเทียมเกวียน เมื่อเทียบกับจิตใจของผมที่มันอยากจะไปถึงเสียโดยเร็ว เวลา 01.00 . ออกเดินทางจากโคราชแล้วพี่เป็นข้อความที่ผมส่งไปยังพี่อั๋นหลังจากที่โทรไปแล้วพี่อั๋นไม่ได้รับซึ่งผมก็คิดว่าพี่เขาคงนอนไปแล้ว ...ผมพยายามข่มตาลงเพื่อเก็บแรงเอาไว้ลุยกับไฟในวันพรุ่งนี้

   เวลา 04.30 . ผมก็มาถึง หมอชิตใหม่ อย่างสลึมสลือเพราะผมไม่ได้หลับเลยตลอดเวลาที่นั่งรถจากโคราชมาที่หมอชิต ก็ใครมันจะหลับลงล่ะครับ ใจมันพะวักพะวงอยู่แต่กับไฟป่าตลอดเวลา เมื่อลงจากรถโดยสารผมก็เดินหารถตู้เลยครับซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องยากนักสำหรับคนที่ไม่ รู้ทางอย่างผม เพราะตั้งแต่เท้ายังไม่แตะพื้นก็จะมีพี่ๆวินมอไซค์มาคอยยืนรับอยู่หน้าประตูรถ ไปไหนเพ่ มอไซค์มั๊ยเพ่...เป็นเสียงที่หลายๆคนมักจะคุ้นหูกันดีหากว่าท่านคือคนที่เดินทางด้วยรถโดยสารอยู่เป็นประจำ
 “ไปไหนพี่ไปไหน...เสารีมั๊ยพี่วินมอไซค์วัยกลางคนท่านหนึ่งเรียกผม พี่”  แหม๋ ..เรียกเราพี่ ไม่ต่อยให้ก็บุญแล้ว
ราดรีครับ(หมายถึง จังหวัดราชบุรี) ผมตอบอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก
เอ้า ราดรีๆ รับผู้โดยสารหน่อยคร๊าบ วินฯท่านนั้นหันไปตะโกนบอกพรรคพวกที่นั่งอยู่โต๊ะขายตั๋วรถตู้ สายราชบุรี ซึ่งมันก็อยู่ไม่ไกลนักจากที่ที่ผมยืนอยู่ แต่คนมันเยอะเลยมองไม่เห็น....ผมก็เลยเดินตรงเข้าไป
ราดรีเท่าไหร่ครับ รถออกกี่โมงผมถามคนขายตั๋ว
ตีห้าครึ่งค่ะ ลงไหนคะพี่คนขายตั๋วเงยหน้าขึ้นมาถาม
ในเมืองครับ...คือผมจะไปสวนผึ้งน่ะครับไม่รู้ว่ามันต้องไปลงที่ไหนผมตอบอย่างคนไม่รู้ทาง
อ๋อ ร้อยยี่สิบค่ะ ลงสุดสายเลย มันมีรถต่อไปสวนผึ้งจอดอยู่ใกล้ๆกันเลยค่ะพี่คนขายตั๋วตอบอย่างเอาใจ
อ๋อครับผม...งั้น หนึ่งที่ครับผมผมตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูดีขึ้นเพราะได้รับคำแนะนำการเดินทางที่ดี พร้อมกับควักเงินให้ไปหนึ่งร้อยยี่สิบบาทไม่ขาดไม่เกิน
นี่ค่ะ รอรถตรงนี้นะคะเธอฉีกตัวให้ผม พร้อมกับชี้มือบอกจุดรอรถ
     ผมเหลือบไปดูนาฬิกาข้อมือของผมก็เหลือเวลาตั้งเกือบๆชั่วโมงกว่าจะถึงตีห้าครึ่ง ผมก็เลยเดินเข้าเซเว่นเพื่อหาอะไรรองท้อง..   วนเวียนๆอยู่ในเซเว่นหลายอึดใจเพราะไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี ผลสุดท้ายก็ได้ ขนมปัง นม และบุหรี่หนึ่งซองเพื่อระงับอารมณ์ โดยปกติผมก็ไม่ค่อยจะสูบเท่าไหร่นักนอกจากจะสุดๆจริงๆ  และนี่ก็ถือว่าสุดๆเหมือนกันครับสำหรับผม ในใจมันกระวนกระวายเหลือเกินอยากจะถึงเร็วๆ อยากช่วยดับไฟเร็วๆ
    ตัวแล้วตัวเล่าผ่านไปแบบไม่ได้นับอย่างต่อเนื่อง สมองเริ่มนิ่งขึ้นมาบ้างแล้วจากการสูบบุหรี่ แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมืออยู่บ่อยๆ

05.30 . ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นตามลำดับ รถก็พึ่งจะวิ่งเข้าเทียบ ผู้โดยสารต่างจับจองที่นั่งของตัวเองแล้วงีบหลับกันไป  ผมยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างๆรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับเพื่อรอเวลาล้อหมุน บุหรี่หน่อยมั๊ยพี่ผมกล่าวทักทายคนขับรถเมื่อเดินเฉียดเข้ามาใกล้ เอาหน่อยก็ดี  ง่วงชิบหายเลยพี่คนขับรถตอบพร้อมกับยิ้มให้ที่ริมฝีปาก
ใกล้ออกยังพี่ผมถามขณะที่เราสองคนยืนสูบบุหรี่อยู่ด้วยกัน
หมดตัวนี้ก็ออกแล้ว..ขอยืดเส้นยืดสายหน่อยคนขับรถตอบ ขณะที่ระบายควันออกทางจมูก
แล้วน้องไปทำไมที่ราดรีพี่คนขับรถถาม
ไปช่วยเขาดับไฟป่าที่สวนผึ้งน่ะครับผมตอบไปตามตรง
อ๋อ...ก็อย่างว่าแหละ ช่วงนี้อากาศมันแห้งเหลือเกินพี่คนขับรถแสดงความคิดเห็น ก่อนที่จะดีดก้นบุหรี่ออกไป
ป่ะเป็นคำสั้นๆง่ายๆที่หมายความว่า รถกำลังจะออกแล้วนะ ขึ้นรถเถอะทันทีผมก็ทิ้งบุหรี่ลงพื้นก่อนที่จะขยี้ดับด้วยปลายเท่า แล้วก็ก้าวขึ้นไปนั่งข้างคนขับ... ถึงแล้วปลุกด้วยนะพี่ สุดสายนั่นแหละแล้วผมก็เข้าภวังค์ไป

เช้าแล้วที่ราชบุรี..  ผมรู้สึกตัวขึ้นก่อนจะถึงจุดหมายปลายทางเพียงเล็กน้อย  ถึงแล้วหรือพี่ผมถามพี่คนขับรถ ใช่ถึงแล้ว เดี๋ยวลงที่หน้าธนาคารออมสินนะ รถไปสวนผึ้งก็จอดอยู่ตรงนั้นแหละ
     เพียงไม่กี่นาทีรถก็เข้าจอดที่หน้าธนาคารออมสินตามที่พี่คนขับรถบอกไว้
และนั้นก็คือสุดสายแล้วสำหรับรถตู้สายนี้ ผมลงจากรถพร้อมกลับกล่าวคำว่า โชคดีกับพี่คนขับรถ...ผมล้วงโทรศัพท์ออกมาโทรหาที่อั๋นทันทีตามที่นัดแนะกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แต่ทว่าพี่อั๋นไม่รับสายคงจะยังไม่ตื่นหรืออาจจะติดธุรอยู่ก็ได้ ผมก็เลยโทรหาพี่โก๋ ซึ่งพี่เขาก็อยู่ในพื้นที่มาร่วมสัปดาห์แล้ว...
โหลๆ พี่โก๋ทำไรอยู่พี่ผมถามไปด้วยน้ำเสียงที่สดชื่นในยามเช้า ขณะที่ยืนอยู่ริมแม่น้ำ ฝั่งตรงข้ามกับที่ที่รถตู้จอดส่ง
นอนดิ เพิ่งจะตื่นเนี่ยพี่โก๋ตอบ ด้วยน้ำเสียของคนพึ่งตื่นตามที่บอกจริงๆ
สวนผึ้งไปไงพี่ตอนนี้อยู่ในตัวเมืองราดรีแล้วผมถามถึงเส้นทางอย่างตื่นเต้น
ห๊ะ...เอ็งมาทำไรที่ราดรีวะ แล้วนี่อยู่ไหนพี่โก๋ตอบเหมือนจะตกใจในสิ่งที่ได้ยิน
มาเล่นไฟพี่ ที่โคราชอากาศมันเย็นไม่ชอบ...ตอนนี้อยู่ที่ตัวเมือง พอดีโทรหาพี่อั๋นไม่ติดเลยโทรหาพี่โก๋นั่นแหละผมตีลูกยวนกวนบาทาไปตามสไตล์ที่รู้กันดีกับพี่โก๋
อ้าว รู้จักกับพี่อั๋นด้วยรึเสียงเหมือนจะ งง หนักเข้าไปอีก
ไม่หรอกพี่ พอดีติดต่อทาง ขบวนการกู้โลก น่ะ พอดีครั้งแรกว่าจะขอติดรถเขามาด้วยแต่พี่อั๋นบอกมาเองเลย เพราะไม่มีอาสาออกจากกรุงเทพผมอธิบายไขข้องกาขาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
อ๋อ..มารถสินแร่ดิ จอดอยู่หน้าธนาคารออมสินนั่นแหละ ชั่วโมงกว่าก็ถึง มาลงที่ไอ้นี่นะ  ครัวม่อนไข่ กับร้านกาแฟอามันเต้อะไรเนี่ย จะได้ใกล้หน่อยพี่โก๋บอกถึงการเดินทางไปสวนผึ้ง
ได้พี่...มันไปถึงไหนผมก็ไปถึงนั่นแหละ แค่นี้ดีกว่าพี่ เดี๋ยวเจอกันเรายุติการสนทนาลงเพียงแค่นั้น

   ผมข้ามถนนกลับมาฝั่งธนาคารออมสินอีกครั้ง เห็นรถบัสสีน้ำเงินคันหนึ่งจอดอยู่ใกล้ๆ เลยเดินเข้าไปดู เห็นข้างรถเขียนว่า ราชบุรี-สวนผึ้ง-สินแร่ ก่อนที่จะคิดทำเช่นไรต่อไป ผู้หญิงวัยกลางคนท่านหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆรถก็เอ่ยทักมาว่า ไปไหนคะ”  ด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร สวนผึ้งครับผมตอบ  ไอ้คำว่าผึ้งยังไม่ทันจะสิ้นพี่เขาก็สวนมาทันทีด้วยน้ำเสียงที่หวังจะได้เงินของเรา อ้อ สวนผึ้งหรอ ขึ้นเลยๆเดี๋ยวรถออกแล้ว
ได้ยินดังนั้นผมก็ก้มหัวให้เล็กน้อยเป็นอันว่ารับทราบ  แล้วผมก็จุดบุหรี่สูบฆ่าเวลาอีกหนึ่งตัว...
    ควันสีเทาจางๆลอยคว้างไปในอากาศแล้วแปรหายไปในพริบตา ในใจผมสงบขึ้นมาบ้างแล้วเพราะรู้ว่าเรากำลังเข้าใกล้จุดหมายไปทุกขณะ แดดเริ่มทอแสงกล้าขึ้นทุกวินาที ผมจึงรีบสูบบุหรี่ให้หมดมวนก่อนที่จะก้าวขึ้นรถ... แคว๊ก !!!  ผมรู้ทันทีว่านั่นเป็นเสียงเป้ากางเกงขาดในขณะที่ผมก้าวขึ้นรถ เวรจริงๆ  กางเกงยิ่งติดมาแค่ตัวเดียวซะด้วยสิทำยังไงดีล่ะเนี่ย เมื่อก้าวขึ้นรถแล้วผมรีบเดินไปยังหลังรถทันที หาที่นั่งเพื่อหลบฉากจากสายตาพร้อมกับจัดแจงกางเกงตัวใหม่ออกมาเตรียมพร้อมโดยวางไว้กับพื้น เพื่อที่ว่าเวลาถอดกางเกงตัวเก่าออกจะได้หยิบตัวใหม่สวมใส่ได้ทันท่วงที แต่ด้วยความที่เป็นคนไทยก็ไม่ลืมที่จะประนมมือขึ้นจบหัวแล้วบนบานศาลกล่าวขอให้ไม่มีคนเดินขึ้นมาบนรถตอนที่ผมกำลังเปลี่ยนกางเกงด้วยเถิด เมื่อบนบานเสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็รีบดำเนินการอย่างเร่งรีบ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าสิ่งที่มองไม่เห็นท่านจะเป็นใจซะด้วย เพราะหลังจากที่ผมผลัดเปลี่ยนกางเกงตัวใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้โดยสารจำนวนเกือบสิบก็พรั่งพรูขึ้นมาบนรถพร้อมๆกัน  เห้อขอบคุณพระเจ้า !!!  ไม่นานนักหลังจากนั้นรถก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกช้าๆ มุ่งหน้าสู่สวนผึ้งจุดหมายปลายทางของผม ระยะทางรวมกว่า เก้าสิบกิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงครึ่ง ค่าโดยสาร 65 บาท
หลับให้สบายถึงเมื่อไหร่แล้วจะเรียกพี่คนขายตั๋วบอก...

    ตะวันลอยโด่งสาดแสงร้อนฉ่า ... ผมตื่นขึ้นก่อนเวลาที่รถจอดเพียงเล็กน้อย เมื่อรถจอดสนิทผมมองออกไปทางด้านขวาของตัวรถ ก็เห็นป้ายที่ว่าการอำเภอสวนผึ้ง ผมจึงหันกลับมาสบตาคนขายตั๋วเพื่อเป็นการถามว่า ใช่ที่นี่ไหมและเหมือนเราจะสื่อสารด้วยสายตากันอย่างเข้าใจ พี่เขาก็ยิ้มให้พร้อมกับก้มหัวลงเล็กน้อยซึ่งผมก็ตีความได้ว่า ที่นี่แหละ ลงได้เลย
ทันทีที่ผมก้าวลงจากรถก็มีโทรศัพท์เข้าทันที....พี่โก๋ !!
ว่าไงพี่..ผมกรอกลงไปในโทรศัพท์ทันทีที่กดรับสาย
เฮ้ย ถึงยังวะ
ถึงแล้วพี่อยู่หน้าอำเภอเนี่ย ว่าจะโทรหาพี่อั๋นอยู่เหมือนกัน
อ้าวเวร ทำไมไปลงตรงนั้นวะ บอกให้มาลง อามันเต้นี่
จะไปรู้หรือพี่ก็มันบอกให้ผมลงตรงนี้ผมก็ลงตรงนี้สิพี่...ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมประสานงานกับพี่อั๋นอีกที
โอเคตามนั้น ยังไงเดี๋ยวพี่จะเข้าพื้นที่แล้ว พี่เลยโทรหาเอ็งก่อน บนเขาไม่มีคลื่น
ครับผม เดี๋ยวเจอกันพี่
หลังจากวางสายผมก็โทรหาพี่อั๋นทันที
พี่อั๋นหวัดดีครับ
เอ้อ ว่าไงถึงไหนแล้ว...
อยู่หน้าอำเภอสวนผึ้งแล้วพี่
อ๋อ...งั้นหาอะไรกินก่อนแล้วกันนะเดี๋ยวพี่จะไปรับแล้วเข้าพื้นที่กันเลย
ครับผม..”  
    เพียงแค่นั้นก็เป็นอันว่าเข้าใจกันและกัน ผมก็เลยเดินหาอะไรกินแถวๆนั้นซึ่งก็โชคดีที่เจอร้านข้าวแกงอยู่ร้านหนึ่งก็พอได้ประทังชีวิตกันไปล่ะครับ หลังจากกินข้าวเรียบร้อยแล้วผมก็เดินข้ามฟากไปยังอีกฝั่งซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นตลาดนัดยามเช้า แต่ เวลานั้นตลาดก็เรื่อมวายแล้ว ตะวันสายโด่งจนแสบร้อนไปหมดขนาดนี้ใครจะมาเดินซื้อของกันล่ะครับ จริงมั๊ย??  เหลือบดูนาฬิกาก็ปาไปเก้าโมงกว่า  ผมเดินหาร้านขายหมวกทันทีซึ่งก็มีอยู่ร้านหนึ่งที่กำลังจะเก็บของผมก็เลยเดินเข้าไปถามหาหมวก สุดท้ายผมก็ได้มา 1 ใบครับ ราคา 85 บาทเรียกได้ว่าแพงมากครับเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว แต่ผมก็ยอมควักโดยที่ไม่มีการต่อรองแต่อย่างใด เพราะผมไม่ได้เตรียมมาด้วย ให้ทำไงล่ะครับ...
     ไม่นานนักหลังจากเดินทอดน่องอาบแดงจนผิวไหม้เกรียม ผมก็นึกได้ว่ายังไม่มีแปรงสีฟันและเครื่องอาบน้ำ ก็เลยเดินเข้าไปจัดแจงหาซื้อในเซเว่นพร้อมกับน้ำติดมือออกมาสองขวดแล้วก็ออกมานั่งรอที่หน้าอำเภอ
 “ครับพี่...ผมรับสายพี่อั๋น
เอ้อ พี่มาถึงแล้วอยู่ไหนล่ะพี่อยู่เซเว่นพี่อั๋นบอก..
โอเคพี่งั้นเดี๋ยวผมเดินไปหาพี่แล้วกันครับผมวางสาย พร้อมกับออกเดินไปที่เซเว่น ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลนักจากหน้าอำเภอ
   ผมยืนเก้ๆกังๆหันรีหันขวางอยู่หน้าเซเว่นมองหาพี่อั๋น มองไปมองมาก็เห็นชายหนุ่มร่างใหญ่อายุน่าจะเลขสามต้นๆกำลังชำระเงินค่าสินค้าอยู่ในเซเว่นผมก็คาดเดาเอาว่านี่แหละใช่เลยเพราะดูจากการแต่งกายแล้วสไตล์ออกแนวแทคทิคัล(Tactical)ผมจึงปักใจว่านั่นคือพี่อั๋น กู้โลกแน่นอน เพื่อเป็นการยืนยันผมเลยลองโทรเข้าเบอร์พี่อันอีกครั้งโดยที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ชายผู้นั้น และมันก็เป็นอย่างที่ผมคาดจริงๆ พี่อั๋นก้มลงดูที่โทรศัพท์เพื่อดูว่าใครโทรเข้ามา และเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหาผม ประสบเหมาะกับผมจ้องรออยู่แล้วก็เลยจ๊ะเอ๋กันเข้าพอดี พยักหน้าให้กันหนึ่งทีเป็นอันรู้กัน...
หวัดดีครับพี่...เป็นไงบ้างพี่ สถานการณ์ผมกล่าวทักทายอย่างสนิทใจ
ไม่ดีเลยวิ่งกันให้วุ่นหมด กำลังพลเราน้อยพี่อั๋นตอบ ขณะที่เราสองคนอยู่บนรถมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่
ครับพี่...พี่ผมก็มาหลายวันแล้วไอ้ผมก็นึกว่าดับไป ที่ไหนได้พึ่งเห็นใน ขบวนการกู้โลกนั้นแหละครับ ผมเลยอยู่ไม่ได้ก็เลยต้องมานี่แหละผมอธิบายถึงเหตุผลในการมาของผม ก่อนที่จะถามต่อ ไฟธรรมชาติเหรอพี่
จะมาธรรมชงธรรมชาติอะไรล่ะ ก็ไอ้พวกนายทุนนั่นแหละอยากได้พื้นที่ทำโน่นนี่ก็เผาให้มันเป็นป่าเสื่อมโทรมซะเลยจะได้ขอเช่าได้ พอมันเผา เราก็ตามดับมาได้ ทีนี้มันก็เลยเข้าไปจุดในป่าพอเราตามเข้าไปในป่ามันก็มาจุดข้างนอก ตามกันให้วุ่นไปหมด....พี่อั๋นเผยความจริงจากใจออกมาซึ่งผมก็ฟังอย่างใจจดจ่อ

แล้วชาวบ้านเขาไม่มาช่วยหรือพี่ผมถามอย่างสงสัย
โอ๊ย ไม่ต้องไปหวัง ไปชวนก็บอกว่าไม่ว่างติดโน่นนั่นนี่ พอไม่มีน้ำใช้ก็มาร้องเย้วๆกันแต่ไม่รู้จักรักษาป่าต้นน้ำกันซะเลย นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความจริงที่ผมได้รับรู้ ฟังแล้วหดหู่ใจยิ่ง...
    กว่าสิบนาทีที่ผมกับพี่อั๋นได้นั่งคุยกันบนรถ เราก็เข้าถึงพื้นที่แล้วครับโดยพี่อั๋นบอกว่าจะส่งผมเข้าพื้นที่เลยโดยให้ไปกับกลุ่มของน้าโต้ง ซึ่งพวกเขากำลังหยุดรอผมอยู่แล้ว  เมื่อกำลังจะถึงจุดนัดพบระหว่างรถของพี่อั๋นกับรถมอไซค์ที่ลงมารับผมก็มีโทรศัพท์เขามาหาผม
สวัสดีครับผมกล่าวออกไป
สวัสดีครับ ใช่พี่คนที่จะไปดับไฟป่าใช่ไหมครับ
ใช่ครับ ตอนนี้เข้าพื้นที่แล้วครับ
โห ไวจริงแล้วผมจะไปยังไงล่ะเนี่ยผมอยู่ที่ราดรีนี่เอง
งั้นเดี๋ยวคุยกับพี่อั๋นนะครับจะได้เข้าใจ”  ผมว่า
   ผมส่งโทรศัพท์ให้พี่อั๋นไปคุย ขณะนั้นรถมอไซค์วิบากก็ลงมารอรับผมเข้าพื้นที่แล้ว ชั่วครู่เดียวเท่านั้นพี่อั๋นก็ส่งโทรศัพท์คืนให้ แล้วก็หยิบน้ำให้ผมขวดหนึ่ง
ไม่เป็นไรพี่ผมมีน้ำมาสองขวดผมปฏิเสธไปขณะที่เดินไปหยิบกระเป๋าที่หลังรถแล้วเหวี่ยงขึ้นบ่า ก่อนที่จะซ้อนท้ายมอไซค์ลุงวรเพื่อเข้าสู่จุดหมาย




พี่โก๋คนใส่หมวกแก็ปสีขาว  ณรงค์คนใส่โม่งสีน้ำตาล   น้าโต้งผ้าโพกหัวสีม่วง   พี่วาเสื้อน้ำเงิน    ป้าขานอยู่หลังพี่วา



เข้าพื้นที่
     “เดี๋ยวผมไปส่งคุณแค่ปากทางนะแล้วเดินต่อเอาเองพวกเขารอคุณอยู่ลุงวรพูดขณะที่ปากยังคาบบุหรี่ใบจาก ก่อนที่จะขับรถออกไป  ซึ่งก็ไปได้ไม่ไกลนักครับอาจจะไม่ถึง 500 เมตรเสียด้วยซ้ำ ทางนั้นเรียกได้ว่ามหาโหดเลยทีเดียวใครไม่คุ้นเคยนี่ขับยากครับยิ่งมีผมซ้อนด้วยแล้ว ข้อต้องแข็งหน่อยล่ะครับ
เอาลงตรงนี้แหละ เดินไปอีกหน่อยเดี๋ยวก็เจอ...ลุงวรบอกแล้วแกก็ขี่รถลงเขาไป ส่วนผมก็เดินท่อมๆไปลำพัง ระหว่างทางเจอไม้กวาดทางมะพร้าวที่ใช้ในการดับไฟทิ้งอยู่ก็เลยหยิบติดมือไปด้วย...

    ชั่วไม่กี่อึดใจผมก็เดินเข้ามาถึงกลุ่มที่พักรอผม น้าโต้งกำลังให้สัมภาษณ์อยู่หน้ากล้องครับ....เมื่อผมเดินเข้าไปถึงกลุ่มก็ไม่มีการกล่าวทักทายกันใดๆ เพราะต่างก็ไม่รู้หน้ากัน แต่ผมก็รู้จักอยู่คนหนึ่งในกลุ่ม นั่นก็คือพี่โก๋นั่นแหละครับ ...ผมยกมือไหว้ทุกคนเพื่อเป็นการทักทายแบบไทยๆ
นี่น้าโต้ง บุหลัน รันตีพี่โก๋เป็นฝ่ายแนะนำให้ผมได้รู้จักกับน้าโต้ง อิฐก้อนแรกของกลุ่มรักษ์เขากระโจม
สวัสดีครับ ผมอาร์มครับผมยกมือสวัสดีพร้อมกับยื่นมือขวาออกไป
ขอบคุณที่มาครับน้าโต้งกล่าวขอบคุณผมด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลึกและทรงพลัง ฟังแล้วอิ่มใจดี พร้อมกันนั้น น้าโต้งก็ยื่นมือขวามาให้กับผม   และผมก็ยื่นออกไป...

    ถึงแม้มือนั้นจะหยาบกระด้างแต่มันก็ส่งผ่านความรู้สึกที่มีต่อกันได้อย่างดีที่สุด น้าโต้งกระชับมือผมแน่นและเขย่าเบาๆ ผมกระชับมือตอบ ความรู้สึก ตอนนั้น มันทำให้ผมรู้ว่า นี่คือมิตรภาพของคนที่มีหัวใจเหมือนๆกัน  แม้จะไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่ก็สามารถหยั่งซึ้งถึงกันได้ผ่านนัยน์ตา น้ำเสียง และการสัมผัส
ไป เดินต่อ...อีกไม่ไกลแล้วน้าโต้งบอก ขบวนนักรบสู้ไฟกว่าสิบชีวิตเดินตามกันไปเป็นแถว
    เขาชันเหลือเกินครับ การเดินนั้นเรียกได้ว่าลำบากจริงๆ ยิ่งผมเป็นคนที่ไม่เคยเดินแบบนี้ด้วยแล้ว ลมแทบจับครับผม ลมสงัดนิ่ง เสียงไม้ที่ถูกไฟเผาลั่นปานเสียงแผดของกระสุนปืนอยู่กลางป่าดังมาให้ได้ยินเป็นจังหวะๆ บ้างก็ลั่นปังเดียว บ้างก็มาเป็นชุดซ้อนๆกัน  ตลอดระยะทางเราพักกันอยู่บ่อยๆเพราะด้วยความชันของเขาและการเดินที่ยากลำบาก  ในช่วงแรกๆผมก็ยังพอตามทันครับ แต่พอหลังๆผมก็รั้งท้ายขบวนและถูกทิ้งห่างออกไปที่ละนิดๆแล้วก็ลับหายไปอย่างกับผีป่า ในชุดที่ผมเดินด้วยผมเป็นคนพื้นที่เกือบทั้งหมดครับ มีผม พี่โก๋ พี่วา พี่เชา เท่านั้นที่เป็นอาสาจากนอกพี่ที่ สำหรับพี่โก๋นั้นสบายครับ อยู่เชียงใหม่เข้าป่าไปเดินเที่ยวเขาบ่อย ทางพี่เชากับพี่วาก็สบายใจได้เลย นักเดินป่าขั้นเทพเลยทีเดียว  แต่ผมนี่สิครับขึ้นเขาไปทำค่ายอาสาก็บ่อยครับแต่ก็ไม่ได้เดินขึ้นไปนี่ครับ ไปครั้งไหนก็นั่งรถหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปเท่านั้นเอง  มาเจอแบบนี้เข้าแทบตายครับ....ผมหยุดพักบ่อยขึ้น และน้ำผมก็หมดลงอย่างรวดเร็วด้วยความที่ไม่เคย บวกกับไม่ได้พักผ่อนและปั๊มบุหรี่มาเยอะพอสมควร บางครั้งก็มีอาการปวดหัวขึ้นมาจนต้องล้มตัวลงนอนพิงกระเป๋าอยู่เงียบๆกลางป่า  พออาการดีขึ้นผมก็ออกเดินต่อไป พักไปเรื่อยตามมีตามเกิดนั่นแหละครับ ...จู่ๆก็มีโทรศัพท์เข้ามาครับ  จากพี่โก๋นั่นเอง
โหลพี่ว่าไง..
เห้ย แอบไปขี้ที่ไหนวะ หลงป่าแล้วมั้งพี่โก๋แซวมาอย่าขี้เล่น
ขี้อะไรล่ะพี่...เดินอยู่เนี่ย จะตายแล้ว เหนื่อยฉิบหายเลย”  ผมก็ตอบไปจากใจจริง ก็มันเหนื่อยจริงๆนี่ครับ
เขามาถึงกันแล้ว...เดี๋ยวให้เด็กเอารถลงไปรับ
ได้เลยพี่...ผมก็จะเดินไปเรื่อยๆนั่นแหละสิ้นสุดลงแค่นั้นผมก็เดินต่อไป ขาสั่นระริกๆ
    เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็มีเสียงรถของเด็กแว๊นซ์ภูเขาดังมาแต่ไกล และใกล้เข้ามาเป็นลำดับซึ่งผมก็ไม่ได้หยุดรอก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอกันนั่นแหละครับ...
ไปพี่...ไปลุยไฟกันหน่อยเจ้าบอล(ทราบชื่อภายหลัง) เด็กแว๊นซ์ภูเขาพูดพร้อมกลับจอดรถนิ่งเพื่อให้ผมขึ้น
ทุกคนไปถึงกันแล้วเหรอ..ผมถาม ขณะที่เจ้าบอลขับรถออกไปอย่างยากลำบากเพราะทางมันสุดโหด
ถึงแล้วพี่ รอพี่นั่นแหละ เดี๋ยวจะลุยกันแล้ว”  เพียงแค่นั้นผมก็เงียบไปอย่างหมดอารมณ์คุย เพราะต้องตั้งใจดูทางและทรงตัวเพื่อไม่ให้ถูกเหวี่ยงตกเขา

   ไม่นานนักก็ขึ้นมาถึงจุดหมาย ทุกคนกำลังพูดคุยกันว่าจะเอายังไงใครจะไปทางไหน สายตาหลายๆคู่จับมาที่ผมเป็นตาเดียว....
วู๊...เหนื่อยฉิบเลยวุ้ย ผมพูดออกไปเสียงดังแก้เก้อ
ไม่ไหวๆ โหดชะมัดเลยน้าโต้งผมพูดกับน้าโต้งเมื่อเดินเข้าไปใกล้
อีกหน่อยก็ชินเองแหละ ป่ะลุยน้าโต้งพูดอย่างปลอบใจ
ทำไงมั่งพี่โก๋ผมถามถึงวิธีการที่ผมจะต้องทำในครั้งนี้
ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก กวาดใบไผ่พวกนี้แยกออกจากกันเหมือนจะทำทางเดินก็แค่นั้น ไฟมันก็ลามไม่ได้แล้วพี่โก๋อธิบายพร้อมกับทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งก็สามารถเข้าใจและทำได้ง่ายเหลือเกิน

    ภารกิจเริ่มขึ้นแล้วโดยไม่ต้องรอให้เจ้านายที่ไหนมาตัดริบบิ้น เราแบ่งออกเป็นสองทีม ซึ่งจะตีโอบเข้ามาบรรจบกัน จุดใดจุดหนึ่งในแผนที่โลกก็มิอาจทราบได้ ฝั่งทีมผมนั้นน่าจะมีกับนวมๆแล้วก็เกือบสิบคนครับเป็นคนพื้นที่เกือบทั้งสิ้นยกเว้นผม พี่โก๋ พี่วาและพี่เชา อาสาจากกลุ่ม นักเดินป่าอาสากู้ภัยแต่สำหรับพี่โก๋ พี่วา พี่เชานั้นหายห่วงครับคล่องตัวดี  ทางผมก็สบายมาก จะหนักหน่อยก็ตอนเดินขึ้นมานี่แหละครับ ตอนทำงานนี่มันเพลินจนลืมเหนื่อยกันไปเลย
    การทำแนวกันไฟก็ไม่ยากครับ คนนำหน้าสุดสองคนหรือหนึ่งคนอย่างน้อย จะทำการเดินนำทางไปและตัดไม้ที่ล้มขวางอยู่ออกไปให้พ้นทาง ถัดมาผมขอเรียกว่ากวาดหยาบแล้วกันครับ เพราะว่าคนนี้จะต้องใช้ไผ่ลวกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งนิ้วครึ่งแล้วใช้มีดผ่าปลายด้านหนึ่งออกเป็นแฉกประมาณหกถึงแปดแฉก ให้สำหรับกวาดนำร่องไปครับ จุดประสงค์ของหน้าที่นี้คือนำร่องและกวาดเอาเศษไม้ออกจากทางเพื่อให้ไม้กวาดทางมะพร้าวทำงานได้ง่ายขึ้น  ถัดมาอีกหน้าที่หนึ่งก็คือ ขุนพลกวาดละเอียด ชื่อนี่ผมก็ตั้งเองอีกนั่นแหละครับ หน้าที่นี้ถ้ามีคนเยอะยิ่งดีครับ เพราะว่าจะได้ตามก้น พลกวาดหยาบทัน เพราะพลกวาดหยาบจะไปเร็วมาก ถ้าพลกวาดละเอียดมีน้อยงานก็จะช้า พลกวาดละเอียดจะถือไม้กวาดทางมะพร้อมติดมือเดินตามกันเป็นแถวๆ คนหน้ากวาดซ้าย คนหลังกวาดขวา คนต่อไปกวาดซ้าย ถัดไปก็กวาดขวา สลับกันไปแบบนี้แหละครับ  สุดท้ายก็เป็นหน่วยวางเพลิงครับรับหน้าที่โดยเด็กหนุ่มสองคนหนึ่งในนั้นคือเจ้าบอลจอมแว๊นซ์ภูเขา หน่วยนี้นอกจากจะกวาดแล้วยังได้รับหน้าที่ให้รั้งท้าย จุดไฟย้อนขึ้นไปด้วยครับ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะจะได้ไม่ต้องมาค่อยดูว่าไฟมันจะกระโดดข้ามแนวมาหรือไม่เพราะจะทำให้เสียเวลาอย่างมาก ก็เลยจุดย้อนขึ้นไปเลย แค่ยืนดูแปปเดียวถ้าพ้นเขตอันตรายแล้วก็สบายใจได้ครับ ไปต่อ...

     เหล่าอาสาที่ตามกันไปนั้นทุกคนล้วนมีประเป๋าติดตัวไปคนละ  1 ใบสะพายไว้บนหลัง สิ่งสำคัญที่ต้องแบกไปเลยก็คือน้ำ และเสบียงกรังต่างๆนั่นตามแต่จะพกไป มีดก็อย่าให้ห่างเอว แต่สำหรับผมการมาครานี้รีบด่วนเหลือเกินเลยไม่ได้เตรียมอะไรมาพร้อมนัก แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ไม่หลงขบวนไม่อดตายแน่นอน
     บางจุดบางที่ก็ชันเสียเหลือเกินต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากที่ในการก้าวไปแต่ละก้าว เพราะเราต้องแน่ใจว่าไม่เหยียบลงไปบนก้อนหินหลวมๆ เพราะถ้าเหยียบไปแล้วเกิดหลุดขึ้นมาแล้วล่ะก็ คนข้างล่างมีหวังได้หัวแตกกันบ้างแน่ๆ บางครั้งเราก็ต้องส่งด้านไม้กวาดให้แก่กันแล้วออกแรงฉุดกันขึ้นมาบ้างก็มีไปตลอดทาง ต้นไม้ต้นใดผุเราก็ต้องโค่นทิ้งเพื่อป้องกันมิให้คนที่ลงมาทีหลังเผลอเอามือไปค้ำยันเขาแล้วก็พลิกคว่ำไปกับต้นไม้ผุๆต้นนั้น ทุกอย่างในป่าเราต้องเอาใจใส่ซึ่งกันและกันครับ และด้วยเหตุนี้ล่ะมั้งที่โบราณเคยบอกว่า ถ้าอยากจะเห็นธาตุแท้ของคนก็ต้องลองไปตกทุกข์ได้ยากด้วยกันดู ซึ่งผมก็ว่ามันน่าจะมีเค้าความจริงบ้างล่ะครับ...
    น้าโต้ง บ้างก็อยู่ข้างหน้า และวิทยุโต้ตอบกับศูนย์ประสานงานเบื้องล่างอยู่เป็นระยะๆ บ้างก็เดินตามหลังคอยดูว่าจุดไหนล่อแหลมอย่างไรและจะแก้ไขอย่างไร  สำหรับน้าโต้งแล้วเรื่องเดินป่าสบายมากครับ ถ้าแถวบ้านผมนี่ก็คงจะเข้ากับคำเปรียบเปรยที่ว่า เดินสบายเหมือนทางไปนายังไงยังงั้นเลยทีเดียวก็จะไม่ให้สบายได้ยังไงล่ะครับเดินมาป่าแต่หนุ่ม ไหนจะวิ่งขึ้นวิ่งลงดับไฟอยู่ที่นี่มากว่า 10 ปีแล้ว...ไม่แข็งแรงก็ให้มันรู้ไป
    ลุงวร  ชายวัยหกสิบบวก ร่างเล็กแต่แข็งแรง ปราดเปรียว คล่องแคล่ว หรือโก๋วร ที่คนในกลุ่มรักษ์เขากระโจมรู้จักกันดี สำหรับลุงวรแล้วจะเรียกพรานใหญ่ก็ว่าได้ครับเพราะในเรื่องป่าแล้วลุงวรก็ไปมาหมดทั้งป่าในไทยและป่าฝั่งพม่า แต่ในภารกิจนี้ลุงวรเป็นคนนำทางครับ นำไปพร้อมกับพร้าคมๆเล่มหนึ่งตัดทางไปเรื่อย เรียกได้ว่า เดินนำไปแทบจะไม่เห็นฝุ่นกันเลยทีเดียว ช่ำชองจริงๆ !!!
     ป้าขัน หญิงหนึ่งเดียวในภารกิจนี้ครับ เป็นน้องสาวลุงวรอายุก็ห้าสิบแปดแล้วครับ ยังแข็งแรงและคล่องตัวไม่แพ้ผู้เป็นพี่เลยครับ ป้าแกเล่าให้ว่า ลูกสาวจ้างอาทิตย์ละสามพันไม่ให้ขึ้นเขาดับไฟ ป้าแกก็ตกลงครับ แต่ก็แอบไปดับไฟอยู่ดีเรียกได้ว่า ได้ทั้งเงินลูกสาว แล้วก็ได้เล่นสนุกไปด้วยล่ะครับงานนี้  แต่จนแล้วจนรอดความจริงก็ต้องเปิดเผย ป้าขันก็เลยเลือกที่จะอดได้เงินจากลูกสาวอาทิตย์ละสามพัน แต่ได้ขึ้นเขาดับไฟแทน  พอถามว่าทำไมล่ะ ป้าก็ก็บอกสั้นๆง่ายๆว่า ชอบ แล้วก็สนุกดีที่ได้มาเดินป่าดับไฟ”  นับถือใจจริงๆครับสำหรับป้าขัน
      ลงจากเขาลูกแรกมาแล้ว มาเจอะเข้ากับแอ่งนับซับเล็กๆแอ่งหนึ่งก็ถือโอกาสพักหายใจหายคอกันหน่อยครับ ต่างคนก็ต่างถอดหมวกหย่อนก้นกันตามสบาย  บ้างก็นั่งโซ้ยมาม่าดิบกันเพื่อเพิ่มพลังกาย พี่วาก็ถอดเสื้อนั่งรับลมอย่างสบายอารมณ์ พี่เชาก็ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยล่ะครับเพราะงานนี้พี่เชามาเก็บภาพและบันทึกเทปอย่างเดียวแต่ทว่าพี่เชาก็เต็มที่กับหน้าที่เช่นกัน  ส่วนลุงวรกับป้าขานนั้นก็นั่งสูบบุหรี่แบบมวนเองอย่างสบายใจเฉิบ ทุกคนล้วนแล้วจิตใจดีกันทั้งนั้นครับมีการพูดคุยเล่นกันไปพลาง ลุงวรหลังจากสูบบุหรี่แล้วก็ลงไปนั่งอยู่ริมแอ่งน้ำซับลับมีดสำหรับเดินนำทางครับ รอบคอบมากสำหรับพรานใหญ่ท่านนี้  น้าโต้งนั้นก็คอยติดต่อสื่อสารกับส่วนกลางครับว่าทีมอื่นๆถึงไหนแล้ว   วันนี้โชคดีหน่อยครับมีทหารจากทัพพระยาเสือมาช่วย รวมกับพวกอาสาแล้วก็ร่วมแปดสิบชีวิตครับ
เดี๋ยวเราจะตัดไปทางนี้นะน้าโต้งบอกทางที่จะไป หลังจากที่นั่งพักกันมาได้ระยะหนึ่ง
ไปลุงวรผู้นำทางก็ไม่รีรอลุกขึ้นแล้วนำไปในทันที ที่เหลือก็ต้องพลอยลุกและลุยตามกันไปด้วยโดยไม่มีอิดออด แม้กระทั่งตัวผมเองก็ตาม เพราะมันไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย สนุกเสียมากกว่า....ผิดกับการเดินขึ้นเขาลิบลับ
      การเดินทำแนวกั้นไฟรอบสองเกิดขึ้นอีกครั้งโดยการนำของลุงวร  แต่ลุงวรนำทางไปได้พักเดียวแกก็หันหลังกลับมาตะโกนบอกไปยังน้าโต้งที่อยู่รั้งท้าย ไปต่อไม่ได้แล้ว ไฟตีโอบเข้าแล้วต้องตัดขึ้นขวาทางสันเขาลูกนี้แกพูดพลางชี้มีดไปทางเขาด้านขวามือ
เอาก็เอา ตัดขึ้นขวาเลย”  น้าโต้งเห็นดีด้วยหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง
   เราทั้งหมดตัดขึ้นสันเขาในทันทีหวังดักหน้าไฟให้ทัน ทุกอย่างเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบเช่นเคยที่ นำโดยลุงวร ใช้มีดฟันถากนำทางไป ตามมาด้วยป้าขันที่รับหน้าที่กวาดหยาบ จากนั้นก็เป็นทีมกวาดละเอียด และรั้งท้ายด้วยเจ้าบอล มือวางเพลิงของเรานั่นเอง

        ข้าวไม่มาก็ไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ....บ่ายสองเข้าไปแล้ว หลายคนเริ่มหิวกันแล้วแต่ไม่ปริปากพูด แต่เมื่อรุ่นใหญ่อย่างป้าขันลั่นวาจามาว่าจะพัก ทุกคนก็เออ ออ ห่อหมก ผสมโรงตามด้วยเลย  บนสันเขาที่ลาดชันต่างคนต่างเหนื่อยก็ต่างพากันนั่งหอบกันเป็นแถว น้าโต้งก็วอถามถึงเสบียงที่กำลังมาอยู่อย่างไม่ขาดสาย ได้ความว่า มีอาสาเด็กแว๊นซ์ราชบุรีเข้าพื้นที่มาหนึ่งคน ทางทีมงานเลยให้แบกเสบียงมาด้วย ทางด้านนี้ก็เลยส่งม้าเร็วออกไปรับซึ่งนั่นก็คือ ณรงค์ เด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่คุ้นเคยกับการเดินป่าเขาเป็นอย่างดี และเพื่อนวัยใกล้เคียงกันอีกคนหนึ่ง  ที่เหลือก็เลยชวนกันทำแนวต่อไปกันต่อไปซึ่งก็ไปได้ไม่ไกลนักเพราะต่างก็หมดแรงแล้วจริงๆก็ต้องหย่อนก้นลงอีกเช่นเคย ข้าวไม่มาไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละเป็นประโยคที่ป้าขานพูดขึ้นด้วยอาการทีเล่นทีจริง เล่นเอาเราทุกคนยิ้มออกมาได้บ้างเหมือนกัน...


     เวลาผ่านไปร่วมยี่สิบนาที ม้าเร็วของเราก็กลับมาพร้อมกับอาสาเด็กแว๊นซ์ราชบุรีอีกหนึ่งท่านซึ่งมาทราบภายหลังว่าชื่อ แบรน ได้รับข่าวสารจาก เว็บ siambbgun ที่ผมเอาข้อความไปโพสต์ทิ้งไว้ ซึ่งผมเองก็รู้สึกดีไม่น้อยที่การเผยแพร่ของผมนั้นได้ผล  เสบียงถูกส่งมาในถุงร้อนเป็นข้าวสวยราดด้วยหมูผัดพริกแกงใส่ถั่ว รสชาติก็ไม่ได้อร่อยอะไรมากมายครับแต่ก็กัดฟันกินไปเพื่อพละกำลังสำหรับลุยต่อ ข้าวหอละพันในป่าผมก็ไม่ขายนะเนี่ยณรงค์พูดเล่นขณะกินข้าว แต่เมื่อผมเก็บมาคิดแล้วมันก็จริงดังว่านั่นแหละ น้ำขวดละแสนผมก็ไม่ขายเหมือนกันผมพูดเล่นไปบ้าง  หลังจากที่เราเติมพลังกันเรียบร้อยแล้วก็ลุยกันต่อครับ ตอนนี้ไฟก็จี้มาติดๆเรียกได้ว่า นั่งกินข้าวภายใต้ควันไฟเลยล่ะครับ ลุงวรก็เลยนำออกขวาอีกครั้ง แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างแข่งกับเวลาจนลืมความเหน็ดเหนื่อยไปเลย
     ขณะที่เรากำลังเดินทำแนวกันไฟไปนั้น น้าโต้งก็จะแจ้งยอดบริจาคให้ทราบทุกๆครั้งที่มีข้อความแจ้งยอดเงินเข้ามา ผมไม่รู้ว่ามันมีความสำคัญกับคนอื่นไหม แต่สำหรับผมแล้ว ทุกครั้งที่ได้ยินน้าโต้งรายงานยอดเงิน มันทำให้ผมมีพลังเพิ่มขึ้นอีกเป็นโข เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่า อย่างน้อยๆ พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้..
     ตะวันเริ่มละทิวเขาแล้ว ในที่สุดเราก็มาถึงจุดพักคอยบริเวรหน้าผาถ้ำค้างคาว เพื่อรออีกทีมหนึ่งที่อ้อมมาอีกทางหนึ่งมาบรรจบกันก่อนที่จะดำเนินการอย่างอื่นต่อไป...โก๋วรหรือลุงวร ก่อไฟจากเศษไม้ไผ่แห้ง และต้มน้ำในกระบอกไม้ไผ่สำหรับชงกาแฟ ระหว่างรอน้ำต้มสุกโก๋วรก็ทำแก้วกาแฟไม้ไผ่ไว้รอ ป้าขันก็ช่วยทำอีกแรงหนึ่ง ส่วนผมก็กำลังนั่งพักวักน้ำจากแหล่งน้ำซับใกล้ๆลูบหน้าล้างตาเพื่อความสดชื่อเสียหน่อย ซึ่งก็ช่วยได้มากทีเดียว ทุกคนนั่งรวมกลุ่มคุยกันอยู่ริมกองไฟ ส่วนผมก็นั่งอยู่ใกล้ๆแหล่งน้ำซับ เอามือปัดป้องผึ้งที่มาตอมเหงื่อบริเวณใบหน้ามือเป็นระวิง ไม่รู้ว่าเหงื่อผมมันอร่อยตรงไหน ผึ้งถึงได้ตอมกันจัง ส่วนน้าโต้งก็ง่วนอยู่กับการวอแจ้งศูนย์เพื่อที่จะระบุตำแหน่งให้ . ของช่องสามบินเข้ามาส่งเสบียง


กาแฟในกระบอกไม้ไผ่...กลิ่นหอมของกาแฟ กลิ่นของน้ำต้ม และกลิ่นของแก้วกาแฟไม้ไผ่ รวมกันเข้ามันก็อธิบายไม่ถูกเลยครับ

       แต่ก็เป็นอันต้องผิดหวังเมื่อโก๋วรแจ้งไปว่า จุดที่เราอยู่นั้น . เข้าไม่ได้อันตรายเดี๋ยว . ตกแล้วจะยุ่ง ไอ้เราก็พลอยอดไปด้วย  “นี่ถ้าได้เบียร์ลี
โอเย็นๆสักกระป๋องคงจะเยี่ยมไม่หยอก”  ผมคุยเล่นกับณรงค์ ตามประสาเด็กหนุ่มซึ่งดูๆแล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะเย้ายวนใจเราได้นอกจากเบียร์เย็นๆ  ซึ่งเราก็คุยเรื่องเบียร์ๆกันมาตลอดเวลาเลยล่ะครับ และทุกครั้งที่พูดถึงเบียร์เย็นๆ ดูเหมือนพละกำลังของผม ณรงค์และโซพี่ชายณรงค์มันจะพลุ่งพล่านเป็นพิเศษเล่นเอาจ้ำอ้าวออกหน้ากับเขาได้เหมือนกัน
      
อีกทีมหนึ่งโผล่มาแล้ว พร้อมกันเสียงสัญญาณโห่ร้องเยี่ยงคนป่า....ส่วนทางด้านเราเมื่อได้ลิ้มรสกาแฟกลางป่าที่อวลไปด้วยกลิ่นไหม้ของน้ำและกลิ่นไม้ไผ่ทำให้กำลังกลับคืนมาพร้อมที่จะเผชิญได้กับทุกสิ่ง หลังจากที่เก็บกวาดไปเรียบร้อยแล้ว  โก๋วรก็นำพวกเราไต่ผาครับ งานนี้ไม่หมูเลยและต้องใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดกันเลยครับ บางจุดมีที่เหยียบกว้างไม่ถึงคืบ จะว่าไปฉากนี้ถ้าจะให้เปรียบก็คงไม่ต่างอะไรกับแพะภูเขาที่ไต่เดียะไปตามหน้าผาอันสูงชัน ทีละคนๆ ผ่านมาได้อย่างปลอดภัยทุกคนครับ แต่ทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะไฟฝั่งโน้น(ฝั่งที่นั่งกินกาแฟเมื่อครู่) มีการ
โดดและลุกลามของไฟ ป้าขัน น้าโต้ง และอาสาอีกจำนวนหนึ่งซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีใครบ้างยังอยู่ฝั่งโน่นเพื่อคอยดูไฟ ส่วนคนที่ข้ามมาฝั่งนี้แล้วก็ทำแนวกันไฟไปพลาง

ฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว...ทุกคนต่างรู้สึกใจชื้นขึ้นเมื่อใบหน้าสัมผัสเข้ากับหยดน้ำเล็กๆที่ร่วงหล่นลงมาจากฝากฟ้า เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นท้องฟ้าครึ้มรออยู่แล้ว แต่กระนั้นมันก็ยังไม่เทลงมาตามที่เราหวังกันไว้ เราต่างก็ต้องก้มหน้าทำแนวกันไฟกันต่อไปอย่างไม่ลดละ...นานพอดูทีเดียวล่ะครับกว่าสวรรค์จะเห็นความพยายามของพวกเรา และประทานสายฝนมาให้พวกเรา เอาล่ะครับ สำหรับวันนี้ ฟ้าเข้าข้างคนดีอย่างเรา ขอบคุณอาสาทุกท่านที่ร่วมภารกิจนี้ ขอบคุณทัพพระยาเสือ ขอบคุณทุกๆคน สำหรับวันนี้ปิดภารกิจ เจอกันที่ครัวกาแลครับสวัสดีครับ”  นั่นเป็นประโยคจบภารกิจที่ดังออกมา
จากวิทยุพกพาทุกๆเครื่อง เป็นเสียงพี่กวางหน่วยประสานงานของเราครับ ซึ่งพี่กวางก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว...ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าไม่มีหน่วยประสานงานแบบนี้ ภารกิจจะเป็นเช่นไร และผมก็คิดว่านี่แหละคือการทำงานเป็นทีมที่ดีเยี่ยมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างครับ


     ความมืดเริ่มคืบคลานเข้าครอบงำผืนป่าเป็นลำดับ เหล่าอาสาทุกท่านต่างเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะออกจากป่าไปยังจุดนัดพบที่มีรถมารอรับ แต่แล้วก็มีพี่อาสาท่านหนึ่งเกิดเป็นตะคริวขึ้นกลางคัน จึงต้องพักคอยปฐมพยาบาลกันหน่อยครับ ซึ่งก็ไม่ได้เสียเวลาหรือเป็นภาระอะไรแก่เพื่อนเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกเราทุกคนคือ เพื่อนกัน  หลังจากที่ปฐมพยาบาลกันเรียบร้อยแล้ว การเคลื่อนที่ก็ดำเนินต่อไปอย่างช้าๆ เพราะเราทุกคนต่างเดินไปด้วยกัน ไม่มีใครรีบรุดไปเพื่อให้ถึงที่พักก่อน....
มาแล้วๆ กองหนุนมาช่วยแล้วคร๊า บ บ บ บ บ บ เสียงณรงค์ ที่รุดหน้าไปก่อนตั้งแต่ฝนเริ่มลงเม็ดแหกปากมาพร้อมกับสาดแสงไฟฉายในมือไปมา แสงวับแวมเล็ดรอดทิวไผ่มาเป็นจังหวะ ซึ่งผมก็ฉายไปตอบไปเพื่อบอกให้รู้ว่าเราอยู่จุดไหน ครู่เดียวณรงค์ก็เดินสวนเข้ามาหาผมซึ่งเดินอยู่หน้าขบวนพร้อมกับยัดขวดเย็นๆใส่มือผม เอ้าพี่ เอาให้ชื่นใจเลยผมซัดไปเต็มที่แล้ว จิ๊กไว้ให้พี่ขวดนึงนี่แหละ เห็นบอกว่าอยากๆมาตลอดทาง โดยไม่รอคำตอบจากผม ณรงค์ก็เดินผ่านไปและช่วยพยุงพี่ที่เป็นตะคริว  เพื่อเป็นการไม่ให้เสียน้ำใจกันผมก็จัดไป  อัก อัก อัก อัก !!! ผมกินเหมือนรินน้ำเข้าปาก โดยพักหายใจเพียงหนึ่งครั้งก็หมดขวดอย่างรวดเร็ว...


   ผมเดินมาถึงที่พักคอยแล้ว น้ำเย็นๆมีเตรียมไว้เพียบ  ผมวางกระเป๋าลงทันทีแล้วหยิบขวดน้ำเดินไปแจกจ่ายให้กับพี่ๆที่พึ่งจะเดินเข้ามาถึง ทุกคนต่างปรอดโปร่งโล่งใจที่ภารกิจได้ลุล่วงไปในวันนี้ ขอให้ได้พักสักสองวันเถอะน่าน้าโต้งพูดเปรยๆ เล่นเอาหลายๆคนอดที่จะยิ้มไม่ได้ ผมเองก็หัวเราะหึหึในลำคอเช่นกัน   เป็นไงพี่ณรงค์เดินเข้ามาถามผม ซึ่งผมก็เข้าใจในความหมาย จัดไปให้เต็มรักเลยว่ะ...เหมือนจะไม่พอซะด้วยผมตอบ  ณรงค์ได้ยินก็ปล่อยก๊ากอยางชอบอกชอบใจก่อนที่จะตบท้าย เดี๋ยวไปต่อที่ครัวกาแล เบียร์เพียบ
ครัวกาแล ... ผมเป็นชุดสุดท้ายที่เดินเข้ามาในร้านเพราะผมมากับรถพี่อั๋นซึ่งพี่อั๋นก็ขี่ปิดท้ายขบวนตามสไตล์ ในร้านมีทั้งหมด 7 โต๊ะรับรอง เป็นของเหล่าอาสาฯดับไฟในครั้งนี้ไปเสียงห้าโต๊ะ อีกสองโต๊ะเป็นนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นครอบครัว  เหล่าอาสาโต๊ะที่มาก่อนก็กินอิ่มกันไปก่อน ส่วนผมมาทีหลังก็ไม่ค่อยได้กินอะไรครับ แต่ผมไม่เน้นข้าว เมื่ออิ่มท้องกันแล้วเบียร์ก็ถูกยกออกมาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่องตามแต่ว่าใครจะเรียก จะกินได้เท่าไหร่ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็กินกันไม่ได้มากเพราะร่างกายเหนื่อยล้ากันหมดแล้ว เมื่อเริ่มได้ที่พี่กวางก็รับหน้าที่พิธีกรจำเป็นไปคอยเชิญคนนั้นคนนี้ลุกขึ้นพูดความรู้สึกเกี่ยวกับภารกิจในครั้งนี้ แต่ก่อนที่จะพูดพี่กวางก็ไม่ลืมที่จะกล่าวขออนุญาตแขกในร้านทั้งสองโต๊ะที่เป็นนักท่องเที่ยวด้วยเหมือนกัน  น่ารักทีเดียวครับพี่ท่านนี้...และก่อนที่จะมีท่านใดลุกขึ้นพูด ณรงค์ ซึ่งทานข้าวอิ่มแล้วก็ถือแก้วเบียร์ย่องมานั่งใกล้ๆผม เป็นไงพี่...เปรมเลยมั๊ยล่ะ เอาเต็มที่คืนนี้มีเจ้ามือณรงค์คุยกับผมอย่างรักสนิทซึ่งผมเองก็โต้ตอบด้วยอย่างไม่ถือสาเพราะว่าอายุก็ใกล้เคียงกัน อีกอย่างผมสำหรับผมแล้วไม่มีน้องในเหล่าอาสา มีแต่พี่และเพื่อนเท่านั้น  ดังนั้นเราจึงคุยกันเงียบๆอย่างออกรสออกชาติและก็ชวนเพื่อนๆพี่ๆในโต๊ะคุยด้วยอย่างสนุกสนาน ในขณะที่คนอื่นๆก็ยังถูกพี่กวางเชิญให้ลุกขึ้นพูดถึงความรู้สึกยังไม่จบ โต๊ะเราก็ไม่ได้สนโลกล่ะครับงานนี้ กรึ่มๆแล้วนี่หน่า
         สองโต๊ะที่เป็นนักท่องเที่ยวนั้นได้ผละไปแล้ว เหลือเพียงแต่เหล่าอาสาเท่านั้นที่ยังคงคุยกันอย่างสนุกสนาน
มีบ้างที่ขอตัวกลับไปพักผ่อน แต่ก็ถือว่าน้อย..เพราะส่วนใหญ่ยังอยู่ในวงเล่า(เหล้า)กันอยู่เลย  ขณะที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างครื้นเครงก็มีรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดหน้าร้านลดกระจกลงและเรียกพวกเราคนใดคนหนึ่งเข้าไปหา บรรยากาศเงียบลงทันทีสายตาทุกคู่จับจ้องไปยังรถคันนั้นที่มีอาสาของเราหนึ่งท่านเข้าไปคุย แต่แล้วเสียงปรบมือก็ดังเกรียวขึ้นอีกระลอกเมื่อความจริงคือว่า คนที่ขับรถเข้ามานั้นเป็นแขกหนึ่งในสองโต๊ะที่อยู่ในร้านเดียวกับเรานี่แหละครับ เขาขี่รถออกไปซื้อเบียร์ลีโอกระป๋องมาสองถาดเพื่อเป็นรางวัลให้แก่เรา .....บรรยากาศอันครื้นเครงนั้นยิ่งเพิ่มเข้าเป็นเท่าทวีคูณไปอีก
เบียร์กระป๋องถูกแจกจ่ายออกไปทั้งห้าโต๊ะเท่าๆกัน แต่เมื่อมีบางโต๊ะที่กำลังในการกินนั้นลดลงแล้ว ณรงค์ก็เข้าไปฉกเสบียงมากองไว้ที่โต๊ะเราโดยทันที แถมยังณรงค์ยังแหย่ผมอีก จุใจดีมั๊ยล่ะงานนี้
    งานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา เวลาสี่ทุ่มเศษโดยประมาณหลายๆท่านเริ่มจะไม่ไหวแล้วกับอาการเมา และอาการเหนื่อยล้าจากที่ได้กรำแดด กรำฝน กันมาทั้งวันระหว่างปฏิบัติภารกิจ จึงเป็นอันว่าถึงเวลาที่จะต้องแยกย้ายกันไปพักผ่อนกันล่ะครับ ผม พี่วา พี่เชา พี่โก๋ พี่แบรน พักที่บ้านน้าโต้งจึงได้มาเจอกันอีกที่บ้านน้าโต้ง...

    ผมกับพี่โก๋ดูเหมือนว่าจะหนักกว่าใครเขา ส่วนพี่วาพี่เชานั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยดื่มเท่าไหร่ พี่แบรนนั้นไม่แตะเลยแม้แต่อึกเดียว เบียร์กระป๋องถูกงัดออกมาจากกระเป๋าของพี่โก๋และของผมรวมๆแล้วก็หกกระป๋องด้วยกัน ไปๆเอาไปแช่ๆพี่โก๋ว่า  ผมเลยเอาไปแช่ในช่องแช่แข็ง  เราทั้งหมดห้าคนนั่งพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆในวันนี้อยู่นอกบ้าน  ส่วนน้าโต้งนั้นขอตัวไปอาบน้ำชำระกายไม่นานนักน้าโต้งก็ออกมาพูดคุยด้วย ขณะที่เราคุยกันอยู่นั่นก็มีเด็กหนุ่มอายุราวๆสิบเจ็ดคนหนึ่งขี่รถเข้ามาและเดินตรงเข้ามาที่เรามือข้างหนึ่งถือชามต้มจืดกระดูกหมูผักกาดดอง อีกมือถือแคปหมูสองถุง แล้วเขาก็ยื่นให้กับพวกเรา น้าโต้งบอกว่า เขาเห็นเราดับไฟมาเหนื่อยๆก็เลยทำมาให้ฟรี ได้ยินดังนั้นแล้วก็ต้องร้อง โห กันล่ะครับ  น่ารักจริงๆ ร้านนี้สงสัยตื่นเช้าต้องไปอุดหนุนซะหน่อยแล้ว ...ผมไม่รอช้าที่จะเอาเบียร์ออกมากินแกล้มกับ น้าโต้งถามว่าเอาเบียร์เพิ่มไหม ผมก็บอกว่าไม่ แค่ห้ากระป๋องนี่ก็พอแล้ว

บรรยากาศ บ้านน้าโต้งก็เป็นไปอย่างครื้นเครงอีกเช่นเคยโดยเฉพาะพี่โก๋ เวลาเมาแล้วดูจะครื้นเครงพูดเก่งกว่าใครเพื่อนจริงๆครับพี่ผมท่านนี้ ...ผมรู้ไต๋หมดแล้ว  คุยกันสนุกๆไปพักหนึ่ง น้าสุเทพกับเพื่อนอีกท่านหนึ่ง พร้อมด้วยลูกน้องของน้าเทพที่ไปช่วยดับไฟอีกสองท่านก็แวะเข้ามา นั่งคุยกันกับน้าโต้งซึ่งทางผมก็ไม่ได้สนใจว่าผู้ใหญ่เขาคุยอะไร แต่หันมาสนใจที่หน้าจอคอมพิวเตอร์พี่วานี่แหละครับ ของสวยๆงามๆเพียบเลย  ขณะที่พุ่งความสนใจอยู่กับของสวยๆงามๆที่หน้าจอคอมฯพี่วา ก็ต้องหันขวับมาทางน้าโต้ง เมื่อน้องคนที่เอาต้มจืดกระดูกหมูผัดกาดดองมาให้ในรอบแรกนั้น กลับมาอีกครั้งพร้อมกับเนื้อสันย่าง และเกาเหลาเนื้อเปื่อยปรุงรสมาให้เรียบร้อย ทีนี้ล่ะครับผมถึงกับสะกิดน้าโต้งทันที น้าโต้งๆ...แบบนี้ไม่มีเบียร์ไม่ได้แล้วล่ะครับอย่างทันควัน น้าโต้งก็สั่งไป เอาเบียร์ลีโอมาให้น้าสามขวดนะเท่านั้นแหละครับ...ผมพี่โก๋ และลูกน้องน้าเทพอีกสองท่านก็หันหน้าจ้อเข้าหากันในมือมีแก้วเบียร์พร้อม เบียร์คำกับแกล้มคำ พูดคุยกันไปด้วย แหม๋ มันช่างเยี่ยมจริงสำหรับค่ำคืนนี้....ราตรีสวัสดิ์




ลักษณะการทำแนวกันไฟคือเดินตามกันไปเป็นเเถวๆ

พี่โก๋ อาสาสมัคร(ใจ) จากเชียงใหม่

ไฟที่เกิดจากอำนาจเงิน

พักเหนื่อยกันหน่อย

กาแฟในแก้วธรรมชาติ

โก๋วร ก่อไฟต้มน้ำสำหรับชงกาแฟ

การเดินเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องดูแลกันเเละกันตลอดทาง

ฝนลงเม็ดมาเเล้ว เทมาทีเถอะ เหนื่อยสายตัวแทบขาดเเล้วนะ

พี่วา ถอดเสื้อรับลม ระหว่างพัก ณ จุดแรกของวัน

ลุงวรหรือโก๋วร กับป้าขาน สองพี่น้องนักเดินป่า...เก่งมากๆครับ

กระสุนพระอินทร์ น่าจะตระกูลกิ้งกือนี่แหละครับตัวสั้นอ้วนขนาดหัวแม่มือ


พี่เชา อาสานักเดินป่ากู้ภัย วันนี้มาเก็บภาพเเละบันทึกเทป เต็มที่กับหน้าที่เช่นกันครับพี่ท่านนี้
ต้มจืดกระดูกหมูผักกาดดอง ฟรี สำหรับเหล่าอาสา จากร้าน หมูอ้วนตำแหลก อร่อยมากครับ


      






1 ความคิดเห็น: