เย็นวันเสาร์ในช่วงเดือนธันวาคม 2554 ซึ่งเป็นฤดูการเกี่ยวข้าวพอดิบพอดี และเป็นช่วงสอบปลายภาคของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มากหน้าหลายตากำลังคร่ำเคร่งกันการอ่านหนังสือ อ่านโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้จักพักผ่อน บ้างก็ผ่อนคลายเล็กน้อยเพราะวันนี้วันเสาร์ ช่วงคืนนี้ไปจนถึงพรุ่งนี้ยังพอมีเวลา กิจกรรมผ่อนคลายของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป บางคนเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ บางคนเล่นเกมส์แบบเป็นทีมกับก๊วน บางคนดูเดี่ยว 9 ในยูทูบ(ซึ่งมันอัพโหลดวันนี้พอดิบพอดี) บางคนไปเดินจับจ่ายซื้อของตลาดเปิดท้ายที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากมหาฯลัยนัก หลายคนต่างทำกิจกรรมผ่อนคลายที่แตกต่างกันไปตามความชอบของแต่ละคน ส่วนอย่างผมก็ออกไปหาอะไรอร่อยๆกินสิครับ......
“เมื่อทำงาน เรียน หรืออะไรก็ตามที่เราทุ่มเทให้กับมันมาก...เมื่อมันลุล่วงไปแล้วก็ควรมอบรางวัลให้แก่ตัวเองบ้าง แต่ถ้างานมันชิ้นใหญ่ ใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ ก็ให้รู้จักพักแล้วไปสัมผัสกับความสุขเล็กๆน้อยๆตามความต้องการของเราเถอะ” เป็นคำสอนจากแม่ผมที่ผมได้ยินบ่อยๆ เพราะบ้านผมขายของชำ มักจะยุ่งทั้งวัน ส่วนพ่อก็เข้าไร่ประจำถ้าเป็นช่วงฤดูเพาะปลูก เมื่อถึงเวลาอาหารเราก็จะออกไปทานข้าวนอกบ้าน ซึ่งแม่ก็จะเอ่ยประโยคนั้นให้ฟังเสมอๆ...
เมื่อนึกถึงคำสอนของแม่ได้ผมก็คว้า กุญแจรถ กระเป๋าใบเล็ก จับกล้อง มีด กระเป๋าเงิน และไฟฉาย ยัดใส่อย่างรีบรนแล้วเหวี่ยงขึ้นสะพายเฉียงทันที บึ่งWave 100 เก่าๆสีเทาดำคันหนึ่งซึ่งเป็นมรดกของพ่อที่มอบให้ไว้ตั้งแต่มาเรียนที่นี่ออกจากหอพักมุ่งหน้าออกประตูสี่ทันทีอย่างรีบเร่ง แต่เมื่อพ้นประตูออกไปแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะแวะซื้อ เหล้า รีเจนซี่ 1 แบน ราคา 250 บาทติดกระเป๋าไปด้วย...ชายร่างใหญ่ชุดดำนั่งคร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ จะพังแหล่มิพังแหล่ ควบแล่นไปบนทางอันขรุขระ แต่รอยยิ้มก็ไม่ได้ห่างหายจายจางไปจากใบหน้าผมเลย...เพราะเหล้าแบนนั้นในกระเป๋า เพราะกับแกล้มแสนอร่อยที่รออยู่
เคี้ยวหมากยังไม่ทันแหลกผมก็มาถึงร้านประจำของผม ซึ่งตั้งอยู่ปากซอยทางเข้าหออำไพ ซึ่งนักศึกษาของที่นี่ก็รู้จักดี(เพราะที่นี่ไม่ค่อยจะมีที่ให้ไปนัก)แล้วผมจะชักช้าอยู่ใยปาดซ้ายเข้าจอดหน้าร้านในบัดนั้น ไอร้อนจากเครื่องยนต์และท่อไอเสียแผ่มาปะทะเข้ากับต้นขาของผม...มันช่างรู้สึกดีเหลือเกินสำหรับช่วงบรรยากาศเย็นๆแบบนี้....ภายในร้านแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังนั่งหัวเราะช่วงฉ่อยของรายการคุณพระช่วย ผมทักไปทันที
“เจ๊นี๊ดดดดดดดดด....ขำอะไรกันแม่ลูก อะไรนี่แม่ก็อ้วนลูกก็กลมซะจริง” ผมร้องทักออกไปอย่างรักสนิท
“อ้าว นึกว่าตายไปแล้ว...เห็นไอ้เมลล์บ่นหาอยู่วันนี้หยกๆนี่เอง มาซะแล้ว” เจ๊นิดเจ้าของร้านสวนมาอย่างหน้าชื่นตาบานที่เห็นผม พร้อมทั้งเอามือมาลูบๆคลำๆบีบๆแขนผม เหมือนกับว่าไม่ได้เจอกันน๊านนาน“จะกินอะไรกันล่ะวันนี้” เขาถามต่อมา...
“วันนี้ขอเป็น...ต้มแซบเนื้อ 1 กะละมัง ปลานิลนึ่งมะนาวเอามาทั้งเขื่อนเลยนะ แล้วก็หมูกรอบผัดผักน้ำมันหอยอีก 1 ที่...ข้าวสวยไม่ต้อง ขอน้ำแข็งกับแก้วก็พอ” พร้อมกันนั้นผมก็ล้วงเหล้าออกวางลงบนโต๊ะ
“อย่างงี้ทุกทีสิน่า...นานๆมาทีจัดเหล้าตลอด แต่คราวนี้จัดรี เห็นทีต้องขอชิมบ้างแล้ว”เจ๊นิดบอกมา..
“ได้เลยไม่มีปัญหา....เมลล์ ขอแก้วของแม่ด้วยอีกใบนึง” ผมร้องสำทับเมลล์ไปอีกครั้ง
แม่ค้า แม่ครัว เจ้าของร้าน คนรักสนิท เห้อหลายตำแหน่งจริงๆ เอาเป็นว่า เขาและลูกสาวก็ช่วยกันคลุกอยู่กับส่วนประกอบต่างๆ เพื่อที่จะนำมาคลุกเคล้าให้เข้ากันตามที่ผมสั่ง ส่วนทางด้านผมเมื่อแก้วและน้ำแข็งมาวางตรงหน้ามันก็ชักช้าอยู่เสียมิได้ น้ำแข็งหนึ่งก้อนรินเหล้าตาม ถือแก้วคลึงในมือเล็กน้อยเพื่อให้อนุมูลต่างๆของบรั่นดีชั้นเลิศของไทยแตกตัว กลิ่นหอมแผ่ซ่านเตะปลายจมูก ผมจึงยกขึ้นสูดดม..ได้กลิ่นหอมจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยม การบ่มในถังไม้ และผ่านกรรมวิถีต่างๆอย่างพิถีพิถัน จึงทำให้กลิ่นของเหล้าออกจะชวนเคลิ้มชวนชิมเกินตัวไปเสียหน่อยนะผมว่า เมื่อได้ที่แล้วผมจิบน้ำเย็นเพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปาก แล้วยกแก้วขึ้นสาดเหล้าเข้าไปในลำคอเป็นปฐมฤกษ์ กลิ่นนั้นหอมขึ้นจมูกอย่างอ่อนละมุน รสชาติเหล้าภายในปากกลมกล่อมหวานคอ...เมื่อกลืนลงไปแล้วยังคงเหลืออาการที่เรียกว่า อาฟเตอร์เทส (After test)หลงเหลืออยู่ที่ในช่องปากและจมูกเล็กน้อย แต่ไม่นานนัก ถือได้ว่าเหล้าตัวนี้เหมาะมากสำหรับบรรยากาศแบบนี้.....
แสงแดดผีตากผ้าอ้อม สาดส่องผ่านริ้วไม้ที่ทำเป็นรั้วไว้เข้ามา ตกกระทบที่ขวบเหล้าพอดี สีเหลืองอำพันกระจ่างแจ้งในบัดดล มันสวยงามเหลือเกิน สวยจนผมต้องรีบคว้ากล้องขึ้นมาถ่ายเก็บไว้
“เมื่อทำงาน เรียน หรืออะไรก็ตามที่เราทุ่มเทให้กับมันมาก...เมื่อมันลุล่วงไปแล้วก็ควรมอบรางวัลให้แก่ตัวเองบ้าง แต่ถ้างานมันชิ้นใหญ่ ใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ ก็ให้รู้จักพักแล้วไปสัมผัสกับความสุขเล็กๆน้อยๆตามความต้องการของเราเถอะ” เป็นคำสอนจากแม่ผมที่ผมได้ยินบ่อยๆ เพราะบ้านผมขายของชำ มักจะยุ่งทั้งวัน ส่วนพ่อก็เข้าไร่ประจำถ้าเป็นช่วงฤดูเพาะปลูก เมื่อถึงเวลาอาหารเราก็จะออกไปทานข้าวนอกบ้าน ซึ่งแม่ก็จะเอ่ยประโยคนั้นให้ฟังเสมอๆ...
เมื่อนึกถึงคำสอนของแม่ได้ผมก็คว้า กุญแจรถ กระเป๋าใบเล็ก จับกล้อง มีด กระเป๋าเงิน และไฟฉาย ยัดใส่อย่างรีบรนแล้วเหวี่ยงขึ้นสะพายเฉียงทันที บึ่งWave 100 เก่าๆสีเทาดำคันหนึ่งซึ่งเป็นมรดกของพ่อที่มอบให้ไว้ตั้งแต่มาเรียนที่นี่ออกจากหอพักมุ่งหน้าออกประตูสี่ทันทีอย่างรีบเร่ง แต่เมื่อพ้นประตูออกไปแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะแวะซื้อ เหล้า รีเจนซี่ 1 แบน ราคา 250 บาทติดกระเป๋าไปด้วย...ชายร่างใหญ่ชุดดำนั่งคร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ จะพังแหล่มิพังแหล่ ควบแล่นไปบนทางอันขรุขระ แต่รอยยิ้มก็ไม่ได้ห่างหายจายจางไปจากใบหน้าผมเลย...เพราะเหล้าแบนนั้นในกระเป๋า เพราะกับแกล้มแสนอร่อยที่รออยู่
เคี้ยวหมากยังไม่ทันแหลกผมก็มาถึงร้านประจำของผม ซึ่งตั้งอยู่ปากซอยทางเข้าหออำไพ ซึ่งนักศึกษาของที่นี่ก็รู้จักดี(เพราะที่นี่ไม่ค่อยจะมีที่ให้ไปนัก)แล้วผมจะชักช้าอยู่ใยปาดซ้ายเข้าจอดหน้าร้านในบัดนั้น ไอร้อนจากเครื่องยนต์และท่อไอเสียแผ่มาปะทะเข้ากับต้นขาของผม...มันช่างรู้สึกดีเหลือเกินสำหรับช่วงบรรยากาศเย็นๆแบบนี้....ภายในร้านแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังนั่งหัวเราะช่วงฉ่อยของรายการคุณพระช่วย ผมทักไปทันที
“เจ๊นี๊ดดดดดดดดด....ขำอะไรกันแม่ลูก อะไรนี่แม่ก็อ้วนลูกก็กลมซะจริง” ผมร้องทักออกไปอย่างรักสนิท
“อ้าว นึกว่าตายไปแล้ว...เห็นไอ้เมลล์บ่นหาอยู่วันนี้หยกๆนี่เอง มาซะแล้ว” เจ๊นิดเจ้าของร้านสวนมาอย่างหน้าชื่นตาบานที่เห็นผม พร้อมทั้งเอามือมาลูบๆคลำๆบีบๆแขนผม เหมือนกับว่าไม่ได้เจอกันน๊านนาน“จะกินอะไรกันล่ะวันนี้” เขาถามต่อมา...
“วันนี้ขอเป็น...ต้มแซบเนื้อ 1 กะละมัง ปลานิลนึ่งมะนาวเอามาทั้งเขื่อนเลยนะ แล้วก็หมูกรอบผัดผักน้ำมันหอยอีก 1 ที่...ข้าวสวยไม่ต้อง ขอน้ำแข็งกับแก้วก็พอ” พร้อมกันนั้นผมก็ล้วงเหล้าออกวางลงบนโต๊ะ
“อย่างงี้ทุกทีสิน่า...นานๆมาทีจัดเหล้าตลอด แต่คราวนี้จัดรี เห็นทีต้องขอชิมบ้างแล้ว”เจ๊นิดบอกมา..
“ได้เลยไม่มีปัญหา....เมลล์ ขอแก้วของแม่ด้วยอีกใบนึง” ผมร้องสำทับเมลล์ไปอีกครั้ง
แม่ค้า แม่ครัว เจ้าของร้าน คนรักสนิท เห้อหลายตำแหน่งจริงๆ เอาเป็นว่า เขาและลูกสาวก็ช่วยกันคลุกอยู่กับส่วนประกอบต่างๆ เพื่อที่จะนำมาคลุกเคล้าให้เข้ากันตามที่ผมสั่ง ส่วนทางด้านผมเมื่อแก้วและน้ำแข็งมาวางตรงหน้ามันก็ชักช้าอยู่เสียมิได้ น้ำแข็งหนึ่งก้อนรินเหล้าตาม ถือแก้วคลึงในมือเล็กน้อยเพื่อให้อนุมูลต่างๆของบรั่นดีชั้นเลิศของไทยแตกตัว กลิ่นหอมแผ่ซ่านเตะปลายจมูก ผมจึงยกขึ้นสูดดม..ได้กลิ่นหอมจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยม การบ่มในถังไม้ และผ่านกรรมวิถีต่างๆอย่างพิถีพิถัน จึงทำให้กลิ่นของเหล้าออกจะชวนเคลิ้มชวนชิมเกินตัวไปเสียหน่อยนะผมว่า เมื่อได้ที่แล้วผมจิบน้ำเย็นเพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปาก แล้วยกแก้วขึ้นสาดเหล้าเข้าไปในลำคอเป็นปฐมฤกษ์ กลิ่นนั้นหอมขึ้นจมูกอย่างอ่อนละมุน รสชาติเหล้าภายในปากกลมกล่อมหวานคอ...เมื่อกลืนลงไปแล้วยังคงเหลืออาการที่เรียกว่า อาฟเตอร์เทส (After test)หลงเหลืออยู่ที่ในช่องปากและจมูกเล็กน้อย แต่ไม่นานนัก ถือได้ว่าเหล้าตัวนี้เหมาะมากสำหรับบรรยากาศแบบนี้.....
แสงแดดผีตากผ้าอ้อม สาดส่องผ่านริ้วไม้ที่ทำเป็นรั้วไว้เข้ามา ตกกระทบที่ขวบเหล้าพอดี สีเหลืองอำพันกระจ่างแจ้งในบัดดล มันสวยงามเหลือเกิน สวยจนผมต้องรีบคว้ากล้องขึ้นมาถ่ายเก็บไว้
หลังจากที่ได้เปิดฉากเหล้าเพรียวไปแล้วผมก็เปลี่ยนแนวมาเป็น โซดาน้ำทันที นั่งดื่มชิลด์ๆ รออาหารจานเลิศยกออกมาประเคน กระนั้นแล้วผมก็ไม่ลืมที่จะชงเหล้าให้แม่ครัวอีกหนึ่งแก้ว รสชาติของการดื่ม โซดาน้ำแบบนี้ ออกหวานหอมเช่นเคยครับ แต่มาแบบเบาๆเพราะส่วนผสมที่เติมลงไป...บรรยากาศกำลังเป็นใจ ลมเย็นๆพัดเอื่อยๆมาอย่างไม่ขาดสาย แสงแดดอ่อนๆที่คอยกล่อมเกลา เหล้าในแก้ว ผนวกกับเสียงเพลงจากรายการชิงช้าสวรรค์ ช่วยให้ความเหงา ความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า ลดลงไปบ้างเล็กน้อย....และเหนืออื่นใดบรรยากาศเช่นนี้มันชวนให้ยกแก้วต่อแก้วเสียเหลือเกิน
แก้วแล้วแก้วเหล้า(เล่า) ผ่านไปอย่างต่อเนื่องไม่มีขาดสาย รสชาติแห่งความสุขยังถูกยกซดอย่างแก้วต่อแล้ว.....แต่แล้ว ไม่นานนักกับแกล้มก็ถูกยกออกมาพร้อมกันทั้งสามอย่างตามที่สั่งไป
เหล้าพร้อม กับแกล้มก็พร้อมแล้ว จากนี้ไปมันก็เป็นเวลาเสพสุขแบบเต็มรูปแบบของผมแล้วล่ะครับ....อาหารที่ออกรสออกชาติจากฝีมือแม่ครัวที่ผมได้ยกเหล้าให้ไปสองแก้ว หน้าแดงๆแล้วทำกับข้าวอร่อยอย่าบอกใครเลยครับสำหรับคนนี้...ส่วนพ่อครัวต้องยาดองครับ !!!
ต้มแซบเนื้อ ด้วยการใช้เนื้อติดมันของทางร้านทำให้ผิวน้ำมีไขมันลอยอยู่เต็มไปหมด ส่งผลให้ไม่มีการระบายไอความร้อนออกมาเลย ทำให้ต้มนั้นร้อนอยู่เป็นระยะเวลานานขึ้นพอสมควร ต้มแซบร้อนๆที่ผ่านการปรุงแต่งอย่างสุดฝีมือ(ลูกค้าคนพิเศษนี่ครับ ^^) วัตถุดิบที่บ่งบอกถึงความเผ็ดร้อน ฉุนเฉียว และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในด้านของกลิ่นถูกโยนใส่มารวมกันไว้ในชามนี้ ทำให้ต้มแซบเนื้อร้อนๆชามนี้ๆ ออกรสออกชาติที่เผ็ดร้อน ในทุกๆช้อนที่ตักเข้าปาก ตั้งแต่ช้อนแรกยันช้อนสุดท้าย และที่เหนือไปกว่านั้นมันให้ความรู้สึกที่โปร่งโล่งสบายตัวอย่างบอกไม่ถูกทีเดียวครับ
ปลานิลนึ่งมะนาว จริงๆแล้วก็ไม่ได้นึ่งหรอกครับ ใครจะไปนึ่งให้เพราะมันเสียเวลาเอามากๆสำหรับการนึ่ง ทางร้านจึงใช้ปลาโยนลงหม้อต้มเมื่อสุกแล้วก็ยกออกวางในจาน ทำน้ำจิ้มราดไปบนตัวปลา
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้นึ่ง แต่รสชาติที่ออกมาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าปลานึ่งเลย ด้วยน้ำจิ้มที่ใช้ราดมีรสชาติที่จัดจ้านอีกเช่นเคยตามสไตล์ของร้าน พริกชี้ฟ้าเม็ดแดงๆถูกโขลกพอให้แตกแต่ไม่ถึงกับละเอียดคลุกเคล้าเข้ากับกระเทียม น้ำกระเทียมดอง น้ำตาล และเครื่องปรุงอื่นๆอีกตามแบบฉบับของเขา รสชาติที่ออกมาเน้นไปทางเปรี้ยวเป็นอย่างแรก ความเปรี้ยวจากมะนาวโดดเด่นออกมาเป็นลำดับแรก ตามมาด้วยความเค็ม และหวานตามมาลำดับสุดท้ายจากน้ำตาลปีบ และเมื่อมันถูกราดอยู่บนตัวปลาเนื้อหวานๆแน่นๆตัวหนึ่งแล้ว ก็หาที่ไหนเปรียบมิได้....คำแรกที่ผ่านเข้าไปในปากนั้น ลิ้นสัมผัสถึงรสชาติของมะนาวเข้าอย่างจัง(เพราะตักโดนมะนาวเข้าเต็มเปา) ทำให้ต้องหลับตาปี๋กันเลยทีเดียวครับ(แม่ครัวเห็นเข้าก็หัวเราะกันยกใหญ่) รสชาติที่ลงตัวของน้ำจิ้ม กับเนื้อปลาที่หวานแน่น ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงศึกวันแดงเดือดเสียงจริงๆ เกมส์ของทีมที่ชนะ(ซึ่งผมขอไม่กล่าวในที่นี้)ที่เล่นกันอย่างลงตัวมีแบบแผน และเมื่อลูกบอลเข้าตุงประตูก็นั่นแหละครับ เป็นความรู้สึกขณะเดียวกันที่ผมกลืนปลาคำนั้นลงสู่ท้องนั่นเอง.... G O A L L L L L L L L L L
****************************************************************
ผัดผักหมูกรอบน้ำมันหอย เป็นอีกหนึ่งจานที่ผมสั่งมาเพื่อให้รสชาติตัดกัน ที่เผ็ดนำของต้มแซบ และรสเปรี้ยวนำของปลานิลนึ่งมะนาว มันไม่ได้ผิดคาดผมไปแม้แต่นิดเดียวรสชาติของผัดจานนี้ทำหน้าที่ตัดรสชาติของจานอื่นๆได้อย่างลงตัวและนุ่มละมุน ด้วยผักสดกรอบ หมูกรอบที่สดใหม่ทุกวัน(ไม่ใหม่ได้ยังไงล่ะครับ คนไทยไปไหนก็ กระเพราหมูกรอบ !!!) รสชาติของน้ำมันหอย ซีอิ้วขาว น้ำปลา หรือเครื่องปรุงอื่นๆซึ่งล้วนแล้วแต่จะมีความเค็มอยู่แล้ว พอรวมๆกันเข้าผ่านความร้อนทำให้ทุกอย่างผสมกัน และแน่นอนครับ จานนี้เค็มนำ แล้วหวานตามมาอย่างนิ่มๆซึ่งมันเป็นความหวานอ่อนจากผักต่างๆ ทุกๆคำที่ตักใส่ปากมันทำให้ผมรู้ว่า “นี่แหละสวรรค์ของอาหารที่ลงตัว” มันไม่ต้องมาจากร้านที่หรูหราล้านดาวที่ไหน ขอแค่วัตุถุดิบสดใหม่ ปรุงอย่างพิถีพิถันก็พอ และการสั่งอาหารแต่ละชนิดที่มีรสชาติสอดคล้องรับกันได้ดี เพียงเท่านี้มันก็เป็นความสุขน้อยๆของผู้ที่ได้รับประทานแล้วล่ะครับ
************************************************************************
และที่ขาดไม่ได้ ฝ่ายสมานฉันท์ ประเทศชาติจะเจริญและอยู่เย็นเป็นสุขได้ ก็เพราะทุกๆคนมีความสมานฉันท์กันฉันใด รสชาติอาหารก็มิสามารถลงตัวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หากขาดสุรา...
อันว่าสุราแล้วหลายคนก็หาว่าไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้ ....แต่จริงๆแล้วทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมมีด้านสีดำและสีขาวเป็นธรรมดา หากเรารู้ใช้ในด้านที่ถูกมันก็ส่งผลดีแก่เรา และก็นี่แหละครับ เหล้าแบน โซดาน้ำ สำหรับผมหนึ่งคนกำลังพอดี...เหล้าหอมๆที่ถูกยกขึ้นจิบเป็นครั้งคราว แต่ก็ออกจะบ่อย เพราะผมมากินเหล้า ไม่ได้มากินข้าว อาหารที่วางอยู่บนถูกเรียกว่ากับแกล้มหาใช่กับข้าวไม่ เหล้าสองสามอึก และตามด้วยกับแกล้มทั้งสามอย่าง ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแยกจากกันมิได้...เหล้ามา กับแกล้มตาม เหล้ามากับแกล้มตาม เป็นเช่นนี้อยู่ รอบแล้วรอบเล่า เจ้าของร้านก็แอบมองผมอย่างมีความสุขที่เห็นผมกินอย่างออกรสออกชาติ เมื่อมันรู้สึกกรึ่มๆแล้ว ความรู้สึกเราก็เริ่มล่องลอย เหมือนถูกปลดปล่อย ร่ายกายที่เบาหวิวประหนึ่งหลุดออกไปในห้วงอวกาศที่ไกลแสนไกล พระอาทิตย์ลาลับยอดหลังตาไปแล้ว ความมืดคืบคลานเข้ามา ความเย็นเพิ่มทวีขึ้นเป็นลำดับ แต่ .... แต่ .....เหล้าก็ลดลงเป็นลำดับเช่นกัน ซึ่งไม่นานต่อมามันก็หมดลง
อันว่าสุราแล้วหลายคนก็หาว่าไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้ ....แต่จริงๆแล้วทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมมีด้านสีดำและสีขาวเป็นธรรมดา หากเรารู้ใช้ในด้านที่ถูกมันก็ส่งผลดีแก่เรา และก็นี่แหละครับ เหล้าแบน โซดาน้ำ สำหรับผมหนึ่งคนกำลังพอดี...เหล้าหอมๆที่ถูกยกขึ้นจิบเป็นครั้งคราว แต่ก็ออกจะบ่อย เพราะผมมากินเหล้า ไม่ได้มากินข้าว อาหารที่วางอยู่บนถูกเรียกว่ากับแกล้มหาใช่กับข้าวไม่ เหล้าสองสามอึก และตามด้วยกับแกล้มทั้งสามอย่าง ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแยกจากกันมิได้...เหล้ามา กับแกล้มตาม เหล้ามากับแกล้มตาม เป็นเช่นนี้อยู่ รอบแล้วรอบเล่า เจ้าของร้านก็แอบมองผมอย่างมีความสุขที่เห็นผมกินอย่างออกรสออกชาติ เมื่อมันรู้สึกกรึ่มๆแล้ว ความรู้สึกเราก็เริ่มล่องลอย เหมือนถูกปลดปล่อย ร่ายกายที่เบาหวิวประหนึ่งหลุดออกไปในห้วงอวกาศที่ไกลแสนไกล พระอาทิตย์ลาลับยอดหลังตาไปแล้ว ความมืดคืบคลานเข้ามา ความเย็นเพิ่มทวีขึ้นเป็นลำดับ แต่ .... แต่ .....เหล้าก็ลดลงเป็นลำดับเช่นกัน ซึ่งไม่นานต่อมามันก็หมดลง
ผมใช้เวลาที่นั่งเสพสุข ณ ที่แห่งนั้นกับเหล้าแสนหวาน อาหารแสนอร่อย เป็นเวลาร่วมชั่วโมงเศษ...เวลาเพียงเท่านั้น มันทำให้ผมมีความสุขเหลือเกิน ความสุขที่เป็นรางวัลของชีวิตผม รางวัลที่ผมได้คร่ำเคร่งอ่านหนังสือก่อนสอบตั้งสามวัน ถึงแม้มันจะเป็นสามวันสั้นๆ แต่มันก็หนักหน่วงเหลือเกิน สมองที่อ่อนล้าถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง ร่างกายที่ห่อเหี่ยวได้ตื่นขึ้น สั่นระริก รูขุมขนเปิดชันเพราะความเปรี้ยวของอาหาร ใบหน้าที่ชาดิกมาหลายวัน ใบหูที่ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งถูกปลุกขึ้นด้วยความเผ็ดร้อน ของเหลวที่เรียกว่าเลือด เกือบจะจับตัวเป็นก้อนในเร็ววันสลายวับร้อนฉ่าพลุ้งพร่านไปทั่วร่างกายด้วยดีกรีสุรา และนี่แหละทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมันประกอบรวมรวบกันเข้าแล้ว ผมก็ขอให้คำจำกัดความกับมันว่า
“ความสุขเล็กๆ ที่สัมผัสได้”










ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น