วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กลับบ้าน.. ช่วงวันพ่อ


ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสกลับไปบ้านผมของที่ ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์  เนื่องในโอกาส วันพ่อแห่งชาติ ซึ่งผมเองก็คิดว่าใครหลายๆคนก็คงจะกลับบ้านเช่นเดียวกัน...

ในทุกๆครั้งที่ผมได้กลับบ้าน ... ก้าวแรกที่ปลายเท้าสัมผัสพื้นมันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่เสมอๆ แม้ว่า ที่แห่งนั้นจะเป็นที่เก่าๆที่รถโดยสารสายเดิมๆแล่นมาจอดเป็นประจำทุกวันก็ตาม อากาศที่ผมหายใจเข้าไปเป็นครั้งแรกหลังจากลงจากรถ มันทำให้รู้สึกเหมือนกับ ยืนสูดอากาศอยู่บนดอยสูงยามเช้าๆเข้าไปเต็มปอด ทั้งๆบริเวณที่ผมยืนนั้นก็มีรถวิ่งกันอยู่บนถนนแทบไม่ขาดสาย(จะเป็นเช่นนี้ทุกๆเทศกาลหรือวันหยุดต่างๆ) ภาพเก่าๆมันก็เริ่มประดาประดังเข้ามาในสมองผมตลอดเวลาขณะที่กำลังเดินทอดน่องไปเรื่อยๆเพื่อมุงหน้าสู่บ้านที่มีพ่อกับแม่รออยู่ ภาพเหล่านั้นมันเป็นภาพเมื่อครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วผมเคยมีความสุขกับมัน เช่น ครั้งหนึ่งทุกๆวันเสาร์อาทิตย์ ในช่วงฤดูร้อน ผมและแก๊งเพื่อนๆ มักจะออกล่ากิ้งก่าตามรั้วบ้านของทุกๆซอย ซึ่งช่วงนั้นนิยมรั้วไม้และปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ริมรั้วด้วย และนั่นแหละ ที่กิ้งก่ามันชอบมาดักกินแมลง หรืออาบแดด  เราเดินล่ากันพักใหญ่ๆ เมื่อได้จำนวนพอเหมาะแล้วเราก็จะกลับมาที่บ้านทำการชำแหละ สับเนื้อกิ้งก่าผสมกับก้านกล้วย(เพื่อให้ได้ปริมาณเยอะขึ้น) มือดีประจำแก๊งอาสาทำทำผัดกระเพราให้พวกเรากิน แม้มันจะเป็นเมนูเดิมๆและวัตถุดิบไม่ได้เลิศเลออะไรนักแต่พวกเราก็กินอย่างเอร็ดอร่อยแบบไม่น่าเชื่อกันเลยทีเดียว  มันเป็นภาพที่ทำให้ผมภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย เพราะถึงแม้ตอนนั้นตัวจะกระจ้อยร่อย แต่ผมก็หามื้อเที่ยงได้เองร่วมกับเพื่อนๆ ทำให้ไม่ต้องเปลืองเงินแม่ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวกินตั้ง
30 บาท(15 บาท 2ชาม)   และภาพต่างๆอีกมากมายซึ่งผมคงจะเขียนไม่หมดแน่ๆ หรือไม่ก็มิอาจจะบรรยายออกมาได้....

   บ้านเรือนต่างๆในละแวกบ้านของผมแปลกไป(และกิ้งก่ามันก็หายไปหมดแล้วด้วย...) มีการเพิ่มเติม สร้างใหม่กันอย่างอึกกะทึกคึกโครม ทำให้ผมอดนึกถึงบ้านหลังเก่าๆของพวกเขาที่ผมเคยเดินเฉียดหรือเดินเข้าไปเล่นกับลูกหลานของเขาเสียมิได้   เด็กๆในละแวกบ้านโตขึ้น ซนขึ้น(แถวบ้านเรียกว่า มึนขึ้น) ชายชราในละแวกนั้นดูไม่มีวี่แววว่าจะเหี่ยวย่นลงไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว ผู้คนหน้าเดิมๆกำลังใช้ชีวิต บ้างจับกลุ่มคุยกันสารพัดเรื่อง บ้านก็ตั้งวงเหล้าเล่าเรื่องเก่าๆให้แก่กันและกัน บ้างก็นั่งเงียบๆอยู่ใต้ถุนบ้านอันโปร่ง ซึ่งช่วงนี้ก็จะมีลมพัดเอื่อยๆตลอดเวลา  ผมเดินผ่านผู้คนเหล่านั้นไปพร้อมกับยกมือไหว้ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของพวกเขา ผมมีความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น ได้เห็นรอยยิ้มของพวกเขาขณะที่ผมร้องทักทายออกไป....

แม่หวัดดี พ่อหวัดดี ลุงหมึกหวัดดีเป็นคำสั้นๆง่ายแต่เปี่ยมด้วยความจริงใจตามสไตล์ของลูกชายที่เกิดมา และใช้ชีวิตท่ามกลางชุมชนคนอีสาน ทุกอย่างสั้น ง่าย เรียบๆไม่มีพิธีรีตองอะไร ต่างจากพวกฝรั่งมังค่าที่จะมีการทักทายด้วยการกอดจูบ หรือประทับริมฝีปาก .....ไอ้ครั้นจะให้เราไปทำเช่นนั้นมันก็กระด้างกระเดื่องอยู่ไม่น้อย เพราะเราไม่ได้ถูกสอนมาแบบนั้น  ดังนั้นการกลับมาบ้านของเราในช่วงเทศกาลต่างๆนั่นก็หมายถึงว่าเรากลับมาด้วยความคิดถึงจากใจจริง(คุณเห็นด้วยกับผมรึเปล่าล่ะ ???) !!!

พ่อกำลังยืนดูลุงหมึก(เพื่อนบ้านคนสนิท)เกลี่ยปูนที่พื้นที่พึ่งจะเทลงหมาดๆให้เสมอกัน ส่วนแม่ก็กำลังง่วนอยู่กับการขายของ ซึ่งบ้านผมก็เปิดร้านขายของชำเล็กๆ แต่ที่พิเศษไปกว่าที่อื่นๆคือเราจะหยิบของให้ลูกค้าโดยที่ลูกค้ายืนรอ นี่แหละจึงทำให้แม่ผมง่วนอยู่ในช่วงเย็นๆ ไปจนถึงหนึ่งทุ่มครึ่งของทุกๆวัน  ผมไม่รีรอหลังจากกล่าวทักทายพ่อ แม่ และลุงแล้ว เดินเข้าไปในบ้านทิ้งกระเป๋าและคว้ากระเป๋าที่มีเงินสำหรับทอนพร้อมอยู่แล้ว ออกมาช่วยแม่ขายของในทันที

สองคนช่วยกัน แต่มันก็แทบจะไม่ทันสำหรับลูกค้าที่มาพร้อมๆกัน ต่างคนต่างสั่ง จนบางครั้งผมเองก็แทบจะน่องแตกเลยทีเดียว บางทีผมก็มักพูดติดตลกไปเวลาเดินหยิบของว่า
ใจเย็นๆพี่น้อง ช้าหน่อยแต่ทั่วถึงทุกคนนะคร๊า  บ บ บ บ บ”   แม่ผมก็ได้แต่หัวเราะครืนๆในลำคอ ขณะที่กำลังยืนทอนเงินลูกค้า

คลื่นลูกแรกผ่านไปแล้ว มันมักจะเป็นเช่นนี้เสมอๆคือ ลูกค้าเข้ามาชุดหนึ่งสี่ห้ารายพร้อมๆกัน แล้วก็หมดไป ซึ่งช่วงเวลานี้ผมกับแม่ก็จะถือเป็นเวลาพักไปในตัว นั่งคุยกัน แม่ก็ถามไถ่ว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง สนุกไหม มีอะไรตื่นเต้น ต่างๆผมก็เล่าให้แม่ฟังเสียหมดเปลือกตามประสาลูกชายที่โกหกไม่เป็น(ยกเว้นเรื่องเรียน) ทุกครั้งที่แม่ถามเรื่องเรียนผมก็ได้แต่บอกปัดๆไปว่า
สบายๆ พอถูไถไปได้
น้องมาช่วย เมื่อถึงเวลา 17:00 น. น้อง(ลูกอา)ก็มาช่วยงานที่ร้านเพื่อแรกกับเงินค่าตอบแทนจากแม่ 100 บาทในทุกๆวัน  ถึงกระนั้นเวลาลูกค้ามาพร้อมๆก็ สามคนก็แทบจะเอาไม่อยู่ ไหนเด็กๆวัยกระเตาะจะมาเติมเงินโทรศัพท์ ไหนจะมีพวกมาซื้อเหล้า มาซื้อเครื่องครัวเล็กๆน้อยๆเช่น น้ำปลา ผงชูรส รสดี ฯลฯ ไหนจะมากู้เงิน ไหนจะมาใช้หนี้ค่าสินค้าที่เอาไปก่อน  ไหนจะมาตัดดอกเงินกู้ ยุ่งเหยิงปนเปกันไปหมด   ในบางวันที่น้องไม่ได้มาช่วย แม่ถึงกับต้องไล่ลูกค้าหนีไปก่อน แล้วค่อยมาใหม่เพราะมันเกินที่แม่จะรับไหวจริงๆ ....สามคนก็เกือบตาย ครับสถานการณ์แบบนี้
พักอีกสักที...เป็นสิ่งที่เรารอคอยสำหรับผมและน้อง นั่นคือเวลาพัก ลูกค้าไปหมดแล้วเหลือแต่พวกนั่งดื่มอยู่หน้าร้านก็ไม่กระไรนักหรอก  เราต่างนั่งคุยกันพรางๆตามประสาพี่น้อง อะไรที่เราพอจะบอกสอนได้ก็บอกไปเพราะเราเกิดก่อน อะไรแนะนำได้ก็แนะนำไป และที่สำคัญน้องของผมก็กำลังจะเข้ามหาฯลัยแล้ว ผมก็ได้แต่แนะนำไปว่า เลือกในสิ่งที่ชอบ ที่อยากเรียน เรียนแล้วมีความสุข อยู่ในที่ๆมีความสุข แล้วเงินมันจะตามมาเองแหละเมื่อเรียนจบ....ก็อย่างว่าแหละครับ ปัจจุบันนี้พ่อแม่มักจะกำหนดให้ลูกเรียนหรือไม่ก็พูดกรอกหูลูกทุกๆวันจนเด็กรู้สึกว่านั่นคือความฝันของเขาจริงๆ   แต่ที่จริงมันเป็นเพียงฝันที่พ่อแม่สร้างขึ้นมาสำหรับเรา  และเมื่อมันไม่ใช่ฝันของเรา ขณะที่เราตามฝันมันก็จะเกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย เรียนไม่รอด เรียนด้วยความเครียด เรียนอย่างไม่มีความสุข จบมาทำงานอย่างไม่มีความสุข และสุดท้ายคนๆนั้นก็เป็นคนที่ไม่เคยพบความสุขที่แท้จริงเลยหรือพูดกันง่ายๆ ตกนรกทั้งๆที่ยังไม่ตายนั่นแหละครับ  ผมไม่อยากให้น้องผมเป็นเช่นนั้น...
เชฟใหญ่ประจำครอบครัว....เป็นที่รู้กันของคนในละแวกนั้นแต่ไหนแต่ไรมาแล้วว่าบ้านผมนั้น พ่อ คือเชฟใหญ่ประจำครอบครัว มีหน้าทีทำกับข้าว แม่มีหน้าที่ขายของหน้าร้านเพื่อหาเงิน   ปกติแล้วพ่อผมเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานแปดโมงเลิกงานสี่โมงเย็นเพื่อแลกกับเงินเดือนเพียงหนึ่งหมื่นสองพันบาท  หลังจากเลิกงานแล้วพ่อผมก็จะหมกตัวอยู่ที่โต๊ะทำงาน(งานอดิเรก)ส่วนตัวของเขา ใส่แว่นสายตาก้มหน้าก้มตาอยู่กับท่อนไม้ชิ้นหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบหลักของ ปืนแก๊ปพ่อมักจะเพลิดเพลินกับงานอดิเรกของเขาจนลืมเวลาไปเลยก็บ่อยครั้ง   แต่ถ้าช่วงไหนเป็นฤดูกาลที่ต้องเพาะปลูก หลังเลิกงานหลักพ่อก็จะเข้าไร่ทันที อยู่ในไร่จนดึก แล้วกลับออกมาซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่แม่ปิดร้าน เพื่อรับแม่ไปกินข้าวนอกบ้าน...
      
แต่ช่วงที่งานในไร่ไม่มีพ่อก็จะทำปืน หลังจากทำปืนแล้วพ่อก็จะเข้าครัว  อย่าหาว่าผมยกยอพ่อผมเลยนะ ผมว่าพ่อผมทำกับข้าวอร่อยที่สุดในสามโลกเลยก็ว่าได้ ผมเคยลองถามว่าทำไมพ่อถึงทำกับข้าวเก่งจัง พ่อก็บอกว่า เขาก็ลองผิดลองถูกไปเพราะเป็นคนชอบกินอยู่แล้ว อะไรอร่อยก็จำไว้ อะไรไม่อร่อยก็ปรับปรุงกันไป  ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าช่วงไหนที่พ่อเริ่มลองผิดลองถูกรู้แต่เพียงว่าผมเกิดมาก็มีพ่อทำอาหารแสนอร่อยให้กินอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่แค่ผมหรอกที่ว่าพ่อทำอาหารอร่อย ครูหลายๆคนที่ทำงานอยู่ที่เดียวกับพ่อก็การันตีมาแล้ว เวลาที่มีงานต่างๆก็มักจะอัญเชิญพ่อผมไปเป็นพ่อครัวทุกทีไป ค่าจ้างไม่ต้องเสีย ขอเพียงแค่มีรีเจนซี่ให้สักกลมหนึ่งก็พอ  ปกติแล้วเวลาที่พ่อทำกับข้าวที่บ้านพ่อก็มักจะทำกับแกล้มสำหรับตัวเองไปพร้อมๆกัน   ส่วนกับข้าวนั้นก็จะเน้นไปทางผัก ปลา เสียส่วนใหญ่เพราะแม่ไม่กินหมู เนื้อ หรืออาหารไขมันต่างๆแม่จะไม่แตะเลย  พ่อก็เลยได้อาศัยกินพวกหมู เนื้อ ที่เป็นกับแกล้มเท่านั้น  ถามว่าทำไมมีกับแกล้มล่ะ ....แน่นอน อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าถ้ามีคนเชิญพ่อไปทำกับข้าวต้องมีเหล้าให้ แต่เวลาที่พ่ออยู่บ้านพ่อก็จะ ซัดช้างกระป๋องไปพลางๆเวลาทำกับข้าว  กว่าจะทำเสร็จเรียบร้อย รวมๆแล้วก็ 5 กระป๋อง ทุกๆวัน ที่ทำหน้าที่พ่อครัว....ซึ่งมันเป็นภาพที่ชินตาสำหรับผม แม่ และคนในละแวกนั้นไปเสียแล้ว


     ในทุกวัน
ตลอดระยะเวลาสามวันเต็มที่ผมได้อยู่กับครอบครัวทุกอย่างจะดำเนินไปตามแบบเดิมๆ คือ แหกขี้ตาตื่นมาตอนเช้าๆ เอาน้ำลูบหน้าเสร็จ กางเกงในก็ไม่ต้องใส่(ผมไม่ใส่กางเกงในนอน) คว้ากระเป๋าใบหนึ่งได้ก็ช่วยแม่ขายของหน้าร้านไป ในขณะเดียวกันพ่อก็จะง่วนอยู่กับการจ่ายตลาด และทำกับข้าวมื้อเช้าไว้ให้สำหรับเราทั้งสามคน  หลังจากที่พ่อทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วพ่อก็จะหันหน้าเข้าหางานอดิเรกต่อไป(วันปกติพ่อก็จะไปทำงานแต่เช้า โดยที่ทำกับข้าวทิ้งไว้ให้แม่ก่อนไป) ผมกับแม่ก็จะช่วยกันหยิบจับสินค้าให้ลูกค้ากันตั้งแต่เช้าไปจนถึงช่วงสายๆ ลูกค้าก็จะเริ่มซาๆลง      และนั่นแหละถึงจะเป็นเวลาชำระสะสางร่างกายขี้หูขี้ตาต่างๆ  หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จแล้วก็จะเป็นเวลาอาหารซึ่งผมก็จะนั่งกินคนเดียวเสมอๆ ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว น้อยครั้งนักที่เราจะได้นั่งทานอาหารร่วมกัน เนื่องจากว่าทุกคนก็มีหน้าที่ของตน ต่างคนต่างรีบ ด้วยเหตุนี้เองผมจึงเป็นคนที่กินข้าวเร็วกว่าเพื่อนๆ ทุกครั้งที่ไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน เพื่อนมักจะแซวผมเสมอๆว่า มึงจะรีบไปตามควายหายหรือไง”  จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้รีบไปไหน หรือตามควายที่ไหนหรอกครับ แต่ด้วยความเคยชินมันทำให้ผมเป็นเช่นนั้นเอง ......
              ทานอาหารเสร็จผมก็จะนอนพักผ่อนเป็นเวลาร่วมชั่วโมงเศษๆ พอบ่ายคล้อยเข้ามาผมก็ต้องออกไปซื้อของเล็กๆน้อยๆให้แม่ อะไรที่มันขาดหายไปจากร้านก็ต้องซื้อมา หรือไม่ก็ไปเติมเงินโทรศัพท์เตรียมไว้สำหรับเติมเงินออนไลน์ให้เด็กๆวัยรุ่นสิบห้าหยกๆสิบหกหย่อน     เวลาว่างๆ แม่ลูกก็นั่งคุยกันเฮฮากันไปตามประสา  แต่เมื่อเวลาที่ตะวันละยอดไม้สัก ที่ยืนต้นอยู่ไกลๆ นั่นก็หมายถึงว่า เป็นเวลาวิกฤตของผม แม่ และน้อง ต่างคนต่างช่วยกันคนละไม้ละมือหยิบโน่นฉวยนี่ อาจจะเรียกได้ว่าเราทั้งสามคนขายของกันมือเป็นระวิงเลยทีเดียวล่ะครับ แต่ในขณะเดียวกัน ความเฉื่อยชา เนิบนาบยังคงดำเนินไปที่หลังบ้าน พ่อก็ยังนั่งอยู่ทีเดิมท่อนไม่อันเดิม งัด แงะ แกะ แทง ชิ้นงานนั่นไปเรื่อยๆอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไรกับฝ่ายที่อยู่หน้าร้าน  เสียงเพลงเบาๆจากวิทยุเครื่องน้อยยังคงขับกล่อมพ่ออยู่เช่นเคยมิเคยเปลี่ยน ทางด้านหน้าร้านหลังจากที่วิกฤตได้ผ่านไปเราก็จะนั่งถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าแต่ทว่ามันก็ชื่นใจกับเม็ดเงินที่ได้มา  ผมรู้สึกว่าผมมีส่วนในการช่วยเหลือทางบ้านเสมอๆทุกครั้งที่ได้มายืนอยู่หน้าร้าน รับเงิน ทอนเงินอย่างฉับไว...

ความสุข
บังเกิดขึ้นแก่ใจผมทุกครั้งที่ได้กลับมาที่บ้าน แม้ทุกอย่างจะเหมือนเดิม เช่นเดิม อย่างเดิม แต่ความรู้สึกเป็นสุขที่เกิดขึ้นภายในใจของผมมันไม่เคยเป็นเหมือนเดิมเลย มันแปลกใหม่ สด และหอมหวลเฉกเช่นครัวซองที่ถูกยกออกจากเตาอบมาหมาดๆนี่เอง    ความสุขเช่นนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ผมคิดว่า
พรุ่งนี้จะกลับบ้าน...........

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น