วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555







โรตีสายไหม หยอดเหรียญ ...

   วันหนึ่งที่ผมกำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่ร้านฅนบ้านเฮา หลังมหาวิทยาลัย....ช่วงบ่ายสองเศษๆ ก็มีรถโรตีสายไหมมาจอดในร่มไม้ฝั่งตรงข้าม สิ่งที่หนึ่งที่ผุดขึ้นมาในสมองผมคือภาพสมัยเมื่อยังเด็ก ที่ชอบขอเงินแม่มาซื้อกินในทุกๆวันเสาร์ มันเป็นภาพแห่งความสุขเล็กๆในวัยนั้น และมันเป็นช่วงเวลาที่มิอาจย้อนคืนได้อีกแล้ว.....แต่ ณ เวลานี้ภาพมันกำลังไล่ย้อนกลับเข้ามาเป็นฉากๆในสมอง
      ปี๊นๆ ปี๊นๆ เสียงแตรแหบๆจากรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าครำคร่าคันหนึ่งดังมาจากหน้าบ้าน  กล่องไม้ขนาดสองคูณหนึ่งฟุตที่ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ริมทั้งสองข้างคือที่หยอดเหรียญส่วนตรงกลางคือหน้าปัดวัดดวงวางอยู่ท้ายรถถัดมาก็เป็นปี๊บสายไหมสองใบวางอยู่ชิดกัน  ใช่แล้ว....ลุงสายไหมเจ้าเก่าเจ้าเดิมนั่นเอง และผมก็เป็นลูกค้าประจำของแกเสียด้วยสิ ผมไม่รอช้าที่จะขอเงินแม่ 10 บาทเพื่อมาซื้อสายไหมกิน แต่การซื้อนั้นแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ อันละ 1 บาท หรือ หยอดเหรียญเสี่ยงดวงเอา...ซึ่งตอนนั้นผมก็จำไม่ได้แล้วว่าต้องใช้เหรียญบาทหรือเหรียญห้าหยอด แต่ที่แน่ๆคือผมไม่เคยซื้ออันละบาทเลยสักครั้งเดียว   เวลาจะหยอดก็ให้เอาเหรียญเข้าไปคาไว้ตรงช่องก่อน เพื่อให้เข็มหน้าปัดวัดดวงทำงาน คือหมุนไปรอบๆ และเราก็กะว่าถ้าเราปล่อยเหรียญลงไปตอนนี้ เข็มจะไปหยุดที่เลขไหน นั่นคือจำนวนสายไหมที่เราจะได้มารับประทาน   ผมเองบางทีก็คาไว้นานเหมือนกันเพราะไม่แน่ใจว่ามันจะหยุดที่เลข 12 หรือเปล่า ....แต่ก็ไม่นานเกินรอครับ เมื่อได้จังหวะ ผมก็ปล่อยเหรียญทันที
   กริ๊ง
!!! เวรละ ....เข็มมันเลยเลข 12 ไปอยู่ที่เลขสี่ โอว์ แม่เจ้า    เป็นอะไรที่ขาดทุนย่อยยับจริงๆครับ และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเหล่าเพื่อนๆที่ยืนคอยลุ้นอยู่ข้างหลังก็ปรบมือเกลียวกราวสะใจกันยกใหญ่ๆ   มันน่าเจ็บใจจริงๆเล้ย ทั้งๆที่มันก็กินกับเรา    แต่พักหลังๆมาเริ่มหัวหมอครับ เคยมีคนแนะนำว่าให้เอาแหวนรองน็อตหยอด ซึ่งแรกๆผมก็กล้าๆกลัวๆ ครับ แต่พอได้ทำรอบแรกแล้วมันสนุก ตื่นเต้นดี ตื่นเต้นตรงที่กลัวว่าจะโดนจับได้ครับ  ส่วนวิธีก็ไม่ยาก และมันจะชำนาญขึ้นเรื่อยๆตามเวลา คือ เอาแหวนกำไวในมือร่วมกับเงิน แล้วเราก็ทำการหยอดเหรียญนำไปก่อนเลยครับ ก่อนจะหยอดก็ต้องคาไว้ก่อนสักพัก แล้วก็หยอด จากนั้นเราก็ขานเสียงดังๆ ว่าได้เท่าไหร่ แล้วรีบยัดแหวนตามลงไป แล้วร้องว่า แมร่งเอ้ย เหรียญที่สองมันหลุดมือว่ะ”  สำหรับแหวนนี่หยอดลงไปได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นแหละครับ อิอิ  ของฟรีๆ  แล้วเราก็ตามด้วยเหรียญไปอีกทีครับ  สลับกันไป ถ้าอยากได้มากก็ทำไปหลายๆรอบ ...เมื่อได้ตามจำนวนที่ต้องการแล้ว ก็พอครับ เอาไปแบ่งเพื่อนๆกิน เห้ย กินเว้ยกิน กูได้มาฟรีว่ะฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

         เมื่อฉากต่างๆในมโนภาพจบลงผมก็ลุกออกเดินออกจากร้านตรงไปที่โรตีสายไหมทันที...ผมพยายามควานหาเหรียญห้าในกระเป๋าเพื่อที่จะมาหยอดกล่องวัดดวง แต่มันก็ไม่มีสักเหรียญ ก็เลยต้องจำใจควักใบ 50 ออกมาแลกลุงแกล่ะ ครับ   เหรียญ 5 จำนวน 10 อยู่ในกำมือผมแล้ว....และผมก็กำลังคิดถึงวันเก่าๆ ค่อยๆหยอดเหรียญลงไปช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่พลายอยู่ริมฝีปากตลอดระยะเวลาที่ยืนอยู่จุดนั้น เหรียญแล้วเหรียญเล่า มันกำลังตอกย้ำถึงความสุขในวัยเด็ก ความสุขที่สดใส ความสุขทียากจะลืมเลือน มันเหมือนตาผมพร่ามัวมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากภาพในอดีตที่ค่อยๆลำดับเข้าแทรก....แต่เมื่อเหรียญหมดลง ผมก็กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง   อ้าว ได้ 72 อัน เสียงลุงแก่ๆ ดังขึ้น พร้อมกับเสียงร้อง โฮ้จากคนรอบข้าง   ไม่นานนักลุงแกก็ม้วนให้ผมเสร็จเรียบร้อย 72 ชิ้น บรรจุอยู่ในถุงเบ้อเร้อเลยครับผมเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ ข้างหน้าเป็นจานข้าวที่ผมยังทานไม่หมด แต่ผละไปก่อน   กลิ่นหวานหอมของแป้ง และน้ำตาลฝอยหรือสายไหม หอมอบอวลเล็ดลอดออกมา ผมไม่รอรีที่จัแกะแล้วหยิบออกมาชิ้นหนึ่ง คลึงไว้ในมือพร้อมกับจ้องมองดูมันอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะสอดเข้าปากไป  รสชาติที่ได้ก็เดิมๆเหมือนครั้งก่อนเก่าที่เคยได้กินในสมัยเด็กๆ อร่อย หวาน มัน ละลายในปาก กินไปได้ห้าหกชิ้นก็เอาทิ้งไว้ที่ร้านแหละครับ แล้วบอกว่า เอาไปแจกเด็กๆแถวนี้ละกัน ผมกินไม่หมด....และนี่ล่ะครับ เป็นความสุขง่ายๆที่ได้อยู่กับวันวานที่หวนคืนอีกครั้งของผม  ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากมีวันวานที่หวนคืนแบบนี้อีกจริงๆ ไม่รู้เมื่อไหร่ เมื่อไหร่จะได้พบความสุขแบบนี้อีกครั้ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น