วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กลับบ้านหลังสอบเสร็จภาคเรียนที่สอง !!


พรุ่งนี้กูจะกลับบ้านเป็นคำพูดสั้นๆที่ผมบอกกับเพื่อนร่วมห้องอย่างกระตือลือล้น ในวันที่ผมสอบเสร็จ...และที่มันทำให้รู้สึกดีไปกว่านั้นคือ สอบวันสุดท้าย ยังรู้สึกว่าตัวเองทำได้ซะด้วย(ทั้งๆ ไอ้ที่ผ่านๆมา ทำไม่ได้เลยก็ช่างมันเถอะ)  นี่แหละที่ภูมิใจ ฮ่าๆๆๆ
   ผมใช้เวลานานพอสมควรสำหรับการแพ็คกระเป๋ากลับบ้านครั้งนี้...เพราะว่า วันที่
5 มกราคม 2555 ผมจะต้องเดินทางต่อไปยัง จ.เชียงใหม่เพื่อไปทำฝายกั้นน้ำให้กับชาวบ้าน ในหมู่บ้านแม่ครอง อ.แม่แจ่ม ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องเพิ่มเข้าไปในกระเป๋าก็ต้องเหมาะกับสถานที่ที่ผมกำลังจะไปแห่งนั้นด้วยอันได้แก่ เชือกไนลอน มีดเดินป่าและมีดพก ถุงมือหนัง ก้อนเชื้อเพลิงสำหรับจุดไฟ ยาสามัญและชุดทำแผล ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง ประมาณนี้แหละครับ แต่กว่าผมจะจัดจะอะไรลงตัวได้ก็กินเวลาไปไม่น้อยทีเดียว
         หลังจากที่ให้เวลาจัดของลงประเป๋าไปพักหนึ่งแล้ว กระเป๋าพร้อม ชุดพร้อม ไม่มีของที่ลืม  จากนั้นก็เป็นเวลานอนแล้วล่ะครับ .....แต่เจ้ากรรม ให้ตายเถอะผมนอนไม่หลับ พยายามแค่ไหนก็ไม่หลับ สวดมนต์ดำก็แล้ว วิดพื้นก็แล้ว ผมตื่นเต้นงั้นหรือ???  ใช่แล้ว...ผมตื่นเต้นเสมอๆทุกครั้งที่จะได้กลับบ้านกลับมาเจอหน้าพ่อแม่ ครอบครัว ชาวบ้านหน้าเดิมๆ เด็กๆหน้าเดิมๆ เดิมๆ เดิมๆ แล้วมันก็เดิมๆ ทุกอย่างนั่นแหละครับ แต่ผมก็ยังตื่นเต้นกับมันอยู่ดี มันข่มตาไม่ลงกระวนกระวายใจอยากจะให้เช้าเร็วๆเหลือเกิน อยากแบกเป้ขึ้นหลัง สวมรองเท้าคอมแบทแล้วเดินออกจากห้อง ออกจากสถานที่แห่งนี้ ไปสู่ที่ที่จากมาโดยเร็วเสียเหลือเกิน ผมนอนดิ้นไปดิ้นมาพลิกด้านโน้นทีด้านนี้ที...และมันก็เป็นอยู่เช่นนั้นนานเท่าไหร่ผมก็ไม่อาจจะทราบได้

     
แสงแห่งวันใหม่ได้ปรากฏขึ้นแล้วทางเบื้องตะวันออก...ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นอย่างงัวเงียและปวดตาเหลือเกิน เพราะไม่ได้นอน และไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหนด้วยเช่นกัน แต่ผมว่าได้หลับไม่เกินสองชั่วโมงแน่ๆเลย  เมื่อสติกลับคืนมาครบและผมจดจำได้ว่า วันนี้คือวันที่ผมจะได้กลับบ้าน ผมก็กระโดดออกจากเตียงเหมือนกับมีคนเอาบุหรี่จิ้มตูดทันที   เปิดเพลง เจ้าตากเพื่อเร้าอารมณ์ให้คึกคะนอง แล้วผมก็คว้าเครื่องอาบน้ำเดินออกจากห้องพร้อมกับฮัมเพลงในลำคอไปตามทาง....
      ทุกอย่างพร้อมแล้วทั้งคนและสิ่งของ ได้เวลากลับบ้านของผมแล้วครับ อากาศอันแสนเยียบเย็นยามเช้าทำให้ร่างกายผมกระปรี้กระเปร่า แล้วมันกระปรี้กระเปร่าแบบไหน ถ้าใครอยากรู้ลองเอายาดมยัดสองรูจมูกดูครับ อารมณ์เดียวกันเลยแหละ....จากนั้นการเดินทางของผมก็เริ่มขึ้น จากรถเมล์ม่วง ต่อด้วยรถประจำทาง ป.
2 รถเมล์ม่วงว่านรกแล้วนะครับ เจอรถ ป.2 เข้าไป นรกกว่า!!!  ก็อย่างที่รู้ๆกันครับรถ ป.2 สำหรับคนทุกชนชั้น เสียงอึกทึกคึกโครมต่างๆนาๆ ทั้งเสียงคุยโทรศัพท์(คนข้างหลังผมคุยตั้งแต่รถออก จนรถมาจอดส่งผมเลยครับ) เปิดเพลงฟัง ไหนจะเสียงจากทีวีของรถเอง  โอว์แม่เจ้า และทุกๆครั้งที่รถจอดพัก นั่นคือวิกฤตสุดๆของผมเลยก็ว่าได้ มันคือ กลิ่น กลิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไส้กรอก ลูกชิ้นปิ้ง-ทอด ไก่ย่าง หมูปิ้ง มาผสมกันเข้า บวกกับเสียงที่ไม่พึงประสงค์ เล่นเอาผมแทบจะกระโดดออกจากรถแล้วเดินเองเลยที้เดียว...แต่มันก็ทำไม่ได้เลยต้องจำใจอยู่  อยู่เพื่อฝึกความอดทนของผมครับ  และแน่นอนผมต้องผ่านมันมาได้ กว่าสี่ชั่วโมงบนรถสายนั้น บนนรกแห่งนั้น ผมก็มาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ผมขอตัวไปเจอะเจอหน้าพ่อ หน้าแม่ หน้าเก่าๆ คนเก่าๆในละแวกบ้านก่อนนะครับ ....มีอะไรผมก็จะมาเขียนไว้ในบล็อกแห่งนี้อีกเผื่อแขกไปใครมาจะได้อ่านกันเล่นๆ  แต่บอกไว้ก่อนนะครับ บล็อกนี้เหมาะสำหรับอ่านเล่นๆเวลาเข้าห้องน้ำเท่านั้น  อิอิ
        

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความสุขเล็กๆที่สัมผัสได้

        เย็นวันเสาร์ในช่วงเดือนธันวาคม 2554  ซึ่งเป็นฤดูการเกี่ยวข้าวพอดิบพอดี และเป็นช่วงสอบปลายภาคของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มากหน้าหลายตากำลังคร่ำเคร่งกันการอ่านหนังสือ อ่านโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้จักพักผ่อน บ้างก็ผ่อนคลายเล็กน้อยเพราะวันนี้วันเสาร์ ช่วงคืนนี้ไปจนถึงพรุ่งนี้ยังพอมีเวลา กิจกรรมผ่อนคลายของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป บางคนเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ บางคนเล่นเกมส์แบบเป็นทีมกับก๊วน บางคนดูเดี่ยว 9 ในยูทูบ(ซึ่งมันอัพโหลดวันนี้พอดิบพอดี)  บางคนไปเดินจับจ่ายซื้อของตลาดเปิดท้ายที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากมหาฯลัยนัก หลายคนต่างทำกิจกรรมผ่อนคลายที่แตกต่างกันไปตามความชอบของแต่ละคน  ส่วนอย่างผมก็ออกไปหาอะไรอร่อยๆกินสิครับ......
        
เมื่อทำงาน เรียน หรืออะไรก็ตามที่เราทุ่มเทให้กับมันมาก...เมื่อมันลุล่วงไปแล้วก็ควรมอบรางวัลให้แก่ตัวเองบ้าง  แต่ถ้างานมันชิ้นใหญ่ ใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ ก็ให้รู้จักพักแล้วไปสัมผัสกับความสุขเล็กๆน้อยๆตามความต้องการของเราเถอะ เป็นคำสอนจากแม่ผมที่ผมได้ยินบ่อยๆ  เพราะบ้านผมขายของชำ มักจะยุ่งทั้งวัน  ส่วนพ่อก็เข้าไร่ประจำถ้าเป็นช่วงฤดูเพาะปลูก เมื่อถึงเวลาอาหารเราก็จะออกไปทานข้าวนอกบ้าน ซึ่งแม่ก็จะเอ่ยประโยคนั้นให้ฟังเสมอๆ...
      เมื่อนึกถึงคำสอนของแม่ได้ผมก็คว้า กุญแจรถ กระเป๋าใบเล็ก จับกล้อง มีด กระเป๋าเงิน และไฟฉาย ยัดใส่อย่างรีบรนแล้วเหวี่ยงขึ้นสะพายเฉียงทันที  บึ่ง
Wave 100 เก่าๆสีเทาดำคันหนึ่งซึ่งเป็นมรดกของพ่อที่มอบให้ไว้ตั้งแต่มาเรียนที่นี่ออกจากหอพักมุ่งหน้าออกประตูสี่ทันทีอย่างรีบเร่ง แต่เมื่อพ้นประตูออกไปแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะแวะซื้อ เหล้า รีเจนซี่ 1 แบน ราคา 250 บาทติดกระเป๋าไปด้วย...ชายร่างใหญ่ชุดดำนั่งคร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ จะพังแหล่มิพังแหล่ ควบแล่นไปบนทางอันขรุขระ แต่รอยยิ้มก็ไม่ได้ห่างหายจายจางไปจากใบหน้าผมเลย...เพราะเหล้าแบนนั้นในกระเป๋า เพราะกับแกล้มแสนอร่อยที่รออยู่
     เคี้ยวหมากยังไม่ทันแหลกผมก็มาถึงร้านประจำของผม ซึ่งตั้งอยู่ปากซอยทางเข้าหออำไพ ซึ่งนักศึกษาของที่นี่ก็รู้จักดี(เพราะที่นี่ไม่ค่อยจะมีที่ให้ไปนัก)แล้วผมจะชักช้าอยู่ใยปาดซ้ายเข้าจอดหน้าร้านในบัดนั้น ไอร้อนจากเครื่องยนต์และท่อไอเสียแผ่มาปะทะเข้ากับต้นขาของผม...มันช่างรู้สึกดีเหลือเกินสำหรับช่วงบรรยากาศเย็นๆแบบนี้....ภายในร้านแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังนั่งหัวเราะช่วงฉ่อยของรายการคุณพระช่วย ผมทักไปทันที
เจ๊นี๊ดดดดดดดดด....ขำอะไรกันแม่ลูก  อะไรนี่แม่ก็อ้วนลูกก็กลมซะจริงผมร้องทักออกไปอย่างรักสนิท
อ้าว นึกว่าตายไปแล้ว...เห็นไอ้เมลล์บ่นหาอยู่วันนี้หยกๆนี่เอง  มาซะแล้ว”  เจ๊นิดเจ้าของร้านสวนมาอย่างหน้าชื่นตาบานที่เห็นผม พร้อมทั้งเอามือมาลูบๆคลำๆบีบๆแขนผม เหมือนกับว่าไม่ได้เจอกันน๊านนานจะกินอะไรกันล่ะวันนี้ เขาถามต่อมา...
วันนี้ขอเป็น...ต้มแซบเนื้อ 1 กะละมัง ปลานิลนึ่งมะนาวเอามาทั้งเขื่อนเลยนะ แล้วก็หมูกรอบผัดผักน้ำมันหอยอีก 1 ที่...ข้าวสวยไม่ต้อง ขอน้ำแข็งกับแก้วก็พอ พร้อมกันนั้นผมก็ล้วงเหล้าออกวางลงบนโต๊ะ
อย่างงี้ทุกทีสิน่า...นานๆมาทีจัดเหล้าตลอด แต่คราวนี้จัดรี เห็นทีต้องขอชิมบ้างแล้วเจ๊นิดบอกมา..
ได้เลยไม่มีปัญหา....เมลล์ ขอแก้วของแม่ด้วยอีกใบนึงผมร้องสำทับเมลล์ไปอีกครั้ง

    แม่ค้า แม่ครัว เจ้าของร้าน คนรักสนิท เห้อหลายตำแหน่งจริงๆ เอาเป็นว่า เขาและลูกสาวก็ช่วยกันคลุกอยู่กับส่วนประกอบต่างๆ เพื่อที่จะนำมาคลุกเคล้าให้เข้ากันตามที่ผมสั่ง ส่วนทางด้านผมเมื่อแก้วและน้ำแข็งมาวางตรงหน้ามันก็ชักช้าอยู่เสียมิได้ น้ำแข็งหนึ่งก้อนรินเหล้าตาม ถือแก้วคลึงในมือเล็กน้อยเพื่อให้อนุมูลต่างๆของบรั่นดีชั้นเลิศของไทยแตกตัว  กลิ่นหอมแผ่ซ่านเตะปลายจมูก ผมจึงยกขึ้นสูดดม..ได้กลิ่นหอมจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยม การบ่มในถังไม้ และผ่านกรรมวิถีต่างๆอย่างพิถีพิถัน จึงทำให้กลิ่นของเหล้าออกจะชวนเคลิ้มชวนชิมเกินตัวไปเสียหน่อยนะผมว่า  เมื่อได้ที่แล้วผมจิบน้ำเย็นเพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปาก แล้วยกแก้วขึ้นสาดเหล้าเข้าไปในลำคอเป็น
ปฐมฤกษ์ กลิ่นนั้นหอมขึ้นจมูกอย่างอ่อนละมุน รสชาติเหล้าภายในปากกลมกล่อมหวานคอ...เมื่อกลืนลงไปแล้วยังคงเหลืออาการที่เรียกว่า อาฟเตอร์เทส (After test)หลงเหลืออยู่ที่ในช่องปากและจมูกเล็กน้อย แต่ไม่นานนัก ถือได้ว่าเหล้าตัวนี้เหมาะมากสำหรับบรรยากาศแบบนี้.....
      แสงแดดผีตากผ้าอ้อม สาดส่องผ่านริ้วไม้ที่ทำเป็นรั้วไว้เข้ามา ตกกระทบที่ขวบเหล้าพอดี สีเหลืองอำพันกระจ่างแจ้งในบัดดล มันสวยงามเหลือเกิน สวยจนผมต้องรีบคว้ากล้องขึ้นมาถ่ายเก็บไว้ 
 


หลังจากที่ได้เปิดฉากเหล้าเพรียวไปแล้วผมก็เปลี่ยนแนวมาเป็น โซดาน้ำทันที นั่งดื่มชิลด์ๆ รออาหารจานเลิศยกออกมาประเคน กระนั้นแล้วผมก็ไม่ลืมที่จะชงเหล้าให้แม่ครัวอีกหนึ่งแก้ว รสชาติของการดื่ม โซดาน้ำแบบนี้ ออกหวานหอมเช่นเคยครับ แต่มาแบบเบาๆเพราะส่วนผสมที่เติมลงไป...บรรยากาศกำลังเป็นใจ ลมเย็นๆพัดเอื่อยๆมาอย่างไม่ขาดสาย แสงแดดอ่อนๆที่คอยกล่อมเกลา เหล้าในแก้ว ผนวกกับเสียงเพลงจากรายการชิงช้าสวรรค์ ช่วยให้ความเหงา ความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า ลดลงไปบ้างเล็กน้อย....และเหนืออื่นใดบรรยากาศเช่นนี้มันชวนให้ยกแก้วต่อแก้วเสียเหลือเกิน

แก้วแล้วแก้วเหล้า(เล่า) ผ่านไปอย่างต่อเนื่องไม่มีขาดสาย รสชาติแห่งความสุขยังถูกยกซดอย่างแก้วต่อแล้ว.....แต่แล้ว ไม่นานนักกับแกล้มก็ถูกยกออกมาพร้อมกันทั้งสามอย่างตามที่สั่งไป
   
เหล้าพร้อม กับแกล้มก็พร้อมแล้ว จากนี้ไปมันก็เป็นเวลาเสพสุขแบบเต็มรูปแบบของผมแล้วล่ะครับ....อาหารที่ออกรสออกชาติจากฝีมือแม่ครัวที่ผมได้ยกเหล้าให้ไปสองแก้ว หน้าแดงๆแล้วทำกับข้าวอร่อยอย่าบอกใครเลยครับสำหรับคนนี้...ส่วนพ่อครัวต้องยาดองครับ !!!


 ต้มแซบเนื้อ ด้วยการใช้เนื้อติดมันของทางร้านทำให้ผิวน้ำมีไขมันลอยอยู่เต็มไปหมด ส่งผลให้ไม่มีการระบายไอความร้อนออกมาเลย ทำให้ต้มนั้นร้อนอยู่เป็นระยะเวลานานขึ้นพอสมควร  ต้มแซบร้อนๆที่ผ่านการปรุงแต่งอย่างสุดฝีมือ(ลูกค้าคนพิเศษนี่ครับ ^^) วัตถุดิบที่บ่งบอกถึงความเผ็ดร้อน ฉุนเฉียว และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในด้านของกลิ่นถูกโยนใส่มารวมกันไว้ในชามนี้ ทำให้ต้มแซบเนื้อร้อนๆชามนี้ๆ ออกรสออกชาติที่เผ็ดร้อน ในทุกๆช้อนที่ตักเข้าปาก ตั้งแต่ช้อนแรกยันช้อนสุดท้าย และที่เหนือไปกว่านั้นมันให้ความรู้สึกที่โปร่งโล่งสบายตัวอย่างบอกไม่ถูกทีเดียวครับ



ปลานิลนึ่งมะนาว จริงๆแล้วก็ไม่ได้นึ่งหรอกครับ  ใครจะไปนึ่งให้เพราะมันเสียเวลาเอามากๆสำหรับการนึ่ง ทางร้านจึงใช้ปลาโยนลงหม้อต้มเมื่อสุกแล้วก็ยกออกวางในจาน ทำน้ำจิ้มราดไปบนตัวปลา
  ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้นึ่ง แต่รสชาติที่ออกมาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าปลานึ่งเลย ด้วยน้ำจิ้มที่ใช้ราดมีรสชาติที่จัดจ้านอีกเช่นเคยตามสไตล์ของร้าน พริกชี้ฟ้าเม็ดแดงๆถูกโขลกพอให้แตกแต่ไม่ถึงกับละเอียดคลุกเคล้าเข้ากับกระเทียม น้ำกระเทียมดอง น้ำตาล และเครื่องปรุงอื่นๆอีกตามแบบฉบับของเขา  รสชาติที่ออกมาเน้นไปทางเปรี้ยวเป็นอย่างแรก  ความเปรี้ยวจากมะนาวโดดเด่นออกมาเป็นลำดับแรก ตามมาด้วยความเค็ม และหวานตามมาลำดับสุดท้ายจากน้ำตาลปีบ  และเมื่อมันถูกราดอยู่บนตัวปลาเนื้อหวานๆแน่นๆตัวหนึ่งแล้ว ก็หาที่ไหนเปรียบมิได้....คำแรกที่ผ่านเข้าไปในปากนั้น ลิ้นสัมผัสถึงรสชาติของมะนาวเข้าอย่างจัง(เพราะตักโดนมะนาวเข้าเต็มเปา) ทำให้ต้องหลับตาปี๋กันเลยทีเดียวครับ(แม่ครัวเห็นเข้าก็หัวเราะกันยกใหญ่)  รสชาติที่ลงตัวของน้ำจิ้ม กับเนื้อปลาที่หวานแน่น ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงศึกวันแดงเดือดเสียงจริงๆ เกมส์ของทีมที่ชนะ(ซึ่งผมขอไม่กล่าวในที่นี้)ที่เล่นกันอย่างลงตัวมีแบบแผน และเมื่อลูกบอลเข้าตุงประตูก็นั่นแหละครับ         เป็นความรู้สึกขณะเดียวกันที่ผมกลืนปลาคำนั้นลงสู่ท้องนั่นเอง....
G O A L L L L L L L L L L

****************************************************************
ผัดผักหมูกรอบน้ำมันหอย เป็นอีกหนึ่งจานที่ผมสั่งมาเพื่อให้รสชาติตัดกัน   ที่เผ็ดนำของต้มแซบ และรสเปรี้ยวนำของปลานิลนึ่งมะนาว มันไม่ได้ผิดคาดผมไปแม้แต่นิดเดียวรสชาติของผัดจานนี้ทำหน้าที่ตัดรสชาติของจานอื่นๆได้อย่างลงตัวและนุ่มละมุน  ด้วยผักสดกรอบ หมูกรอบที่สดใหม่ทุกวัน(ไม่ใหม่ได้ยังไงล่ะครับ คนไทยไปไหนก็ กระเพราหมูกรอบ !!!) รสชาติของน้ำมันหอย ซีอิ้วขาว น้ำปลา หรือเครื่องปรุงอื่นๆซึ่งล้วนแล้วแต่จะมีความเค็มอยู่แล้ว พอรวมๆกันเข้าผ่านความร้อนทำให้ทุกอย่างผสมกัน และแน่นอนครับ จานนี้เค็มนำ แล้วหวานตามมาอย่างนิ่มๆซึ่งมันเป็นความหวานอ่อนจากผักต่างๆ ทุกๆคำที่ตักใส่ปากมันทำให้ผมรู้ว่า นี่แหละสวรรค์ของอาหารที่ลงตัว”  มันไม่ต้องมาจากร้านที่หรูหราล้านดาวที่ไหน ขอแค่วัตุถุดิบสดใหม่ ปรุงอย่างพิถีพิถันก็พอ และการสั่งอาหารแต่ละชนิดที่มีรสชาติสอดคล้องรับกันได้ดี เพียงเท่านี้มันก็เป็นความสุขน้อยๆของผู้ที่ได้รับประทานแล้วล่ะครับ
************************************************************************
และที่ขาดไม่ได้ ฝ่ายสมานฉันท์ ประเทศชาติจะเจริญและอยู่เย็นเป็นสุขได้ ก็เพราะทุกๆคนมีความสมานฉันท์กันฉันใด รสชาติอาหารก็มิสามารถลงตัวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หากขาดสุรา...
      อันว่าสุราแล้วหลายคนก็หาว่าไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้ ....แต่จริงๆแล้วทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมมีด้านสีดำและสีขาวเป็นธรรมดา หากเรารู้ใช้ในด้านที่ถูกมันก็ส่งผลดีแก่เรา และก็นี่แหละครับ เหล้าแบน โซดาน้ำ สำหรับผมหนึ่งคนกำลังพอดี...เหล้าหอมๆที่ถูกยกขึ้นจิบเป็นครั้งคราว แต่ก็ออกจะบ่อย เพราะผมมากินเหล้า ไม่ได้มากินข้าว  อาหารที่วางอยู่บนถูกเรียกว่ากับแกล้มหาใช่กับข้าวไม่  เหล้าสองสามอึก และตามด้วยกับแกล้มทั้งสามอย่าง ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแยกจากกันมิได้...เหล้ามา กับแกล้มตาม  เหล้ามากับแกล้มตาม เป็นเช่นนี้อยู่ รอบแล้วรอบเล่า  เจ้าของร้านก็แอบมองผมอย่างมีความสุขที่เห็นผมกินอย่างออกรสออกชาติ เมื่อมันรู้สึกกรึ่มๆแล้ว ความรู้สึกเราก็เริ่มล่องลอย เหมือนถูกปลดปล่อย ร่ายกายที่เบาหวิวประหนึ่งหลุดออกไปในห้วงอวกาศที่ไกลแสนไกล พระอาทิตย์ลาลับยอดหลังตาไปแล้ว ความมืดคืบคลานเข้ามา ความเย็นเพิ่มทวีขึ้นเป็นลำดับ แต่  .... แต่ .....เหล้าก็ลดลงเป็นลำดับเช่นกัน ซึ่งไม่นานต่อมามันก็หมดลง

   
ผมใช้เวลาที่นั่งเสพสุข ณ ที่แห่งนั้นกับเหล้าแสนหวาน อาหารแสนอร่อย เป็นเวลาร่วมชั่วโมงเศษ...เวลาเพียงเท่านั้น มันทำให้ผมมีความสุขเหลือเกิน ความสุขที่เป็นรางวัลของชีวิตผม รางวัลที่ผมได้คร่ำเคร่งอ่านหนังสือก่อนสอบตั้งสามวัน   ถึงแม้มันจะเป็นสามวันสั้นๆ แต่มันก็หนักหน่วงเหลือเกิน สมองที่อ่อนล้าถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง ร่างกายที่ห่อเหี่ยวได้ตื่นขึ้น สั่นระริก รูขุมขนเปิดชันเพราะความเปรี้ยวของอาหาร ใบหน้าที่ชาดิกมาหลายวัน ใบหูที่ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งถูกปลุกขึ้นด้วยความเผ็ดร้อน ของเหลวที่เรียกว่าเลือด เกือบจะจับตัวเป็นก้อนในเร็ววันสลายวับร้อนฉ่าพลุ้งพร่านไปทั่วร่างกายด้วยดีกรีสุรา และนี่แหละทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมันประกอบรวมรวบกันเข้าแล้ว ผมก็ขอให้คำจำกัดความกับมันว่า 


ความสุขเล็กๆ ที่สัมผัสได้







            

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กลับบ้าน.. ช่วงวันพ่อ


ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสกลับไปบ้านผมของที่ ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์  เนื่องในโอกาส วันพ่อแห่งชาติ ซึ่งผมเองก็คิดว่าใครหลายๆคนก็คงจะกลับบ้านเช่นเดียวกัน...

ในทุกๆครั้งที่ผมได้กลับบ้าน ... ก้าวแรกที่ปลายเท้าสัมผัสพื้นมันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่เสมอๆ แม้ว่า ที่แห่งนั้นจะเป็นที่เก่าๆที่รถโดยสารสายเดิมๆแล่นมาจอดเป็นประจำทุกวันก็ตาม อากาศที่ผมหายใจเข้าไปเป็นครั้งแรกหลังจากลงจากรถ มันทำให้รู้สึกเหมือนกับ ยืนสูดอากาศอยู่บนดอยสูงยามเช้าๆเข้าไปเต็มปอด ทั้งๆบริเวณที่ผมยืนนั้นก็มีรถวิ่งกันอยู่บนถนนแทบไม่ขาดสาย(จะเป็นเช่นนี้ทุกๆเทศกาลหรือวันหยุดต่างๆ) ภาพเก่าๆมันก็เริ่มประดาประดังเข้ามาในสมองผมตลอดเวลาขณะที่กำลังเดินทอดน่องไปเรื่อยๆเพื่อมุงหน้าสู่บ้านที่มีพ่อกับแม่รออยู่ ภาพเหล่านั้นมันเป็นภาพเมื่อครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วผมเคยมีความสุขกับมัน เช่น ครั้งหนึ่งทุกๆวันเสาร์อาทิตย์ ในช่วงฤดูร้อน ผมและแก๊งเพื่อนๆ มักจะออกล่ากิ้งก่าตามรั้วบ้านของทุกๆซอย ซึ่งช่วงนั้นนิยมรั้วไม้และปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ริมรั้วด้วย และนั่นแหละ ที่กิ้งก่ามันชอบมาดักกินแมลง หรืออาบแดด  เราเดินล่ากันพักใหญ่ๆ เมื่อได้จำนวนพอเหมาะแล้วเราก็จะกลับมาที่บ้านทำการชำแหละ สับเนื้อกิ้งก่าผสมกับก้านกล้วย(เพื่อให้ได้ปริมาณเยอะขึ้น) มือดีประจำแก๊งอาสาทำทำผัดกระเพราให้พวกเรากิน แม้มันจะเป็นเมนูเดิมๆและวัตถุดิบไม่ได้เลิศเลออะไรนักแต่พวกเราก็กินอย่างเอร็ดอร่อยแบบไม่น่าเชื่อกันเลยทีเดียว  มันเป็นภาพที่ทำให้ผมภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย เพราะถึงแม้ตอนนั้นตัวจะกระจ้อยร่อย แต่ผมก็หามื้อเที่ยงได้เองร่วมกับเพื่อนๆ ทำให้ไม่ต้องเปลืองเงินแม่ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวกินตั้ง
30 บาท(15 บาท 2ชาม)   และภาพต่างๆอีกมากมายซึ่งผมคงจะเขียนไม่หมดแน่ๆ หรือไม่ก็มิอาจจะบรรยายออกมาได้....

   บ้านเรือนต่างๆในละแวกบ้านของผมแปลกไป(และกิ้งก่ามันก็หายไปหมดแล้วด้วย...) มีการเพิ่มเติม สร้างใหม่กันอย่างอึกกะทึกคึกโครม ทำให้ผมอดนึกถึงบ้านหลังเก่าๆของพวกเขาที่ผมเคยเดินเฉียดหรือเดินเข้าไปเล่นกับลูกหลานของเขาเสียมิได้   เด็กๆในละแวกบ้านโตขึ้น ซนขึ้น(แถวบ้านเรียกว่า มึนขึ้น) ชายชราในละแวกนั้นดูไม่มีวี่แววว่าจะเหี่ยวย่นลงไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว ผู้คนหน้าเดิมๆกำลังใช้ชีวิต บ้างจับกลุ่มคุยกันสารพัดเรื่อง บ้านก็ตั้งวงเหล้าเล่าเรื่องเก่าๆให้แก่กันและกัน บ้างก็นั่งเงียบๆอยู่ใต้ถุนบ้านอันโปร่ง ซึ่งช่วงนี้ก็จะมีลมพัดเอื่อยๆตลอดเวลา  ผมเดินผ่านผู้คนเหล่านั้นไปพร้อมกับยกมือไหว้ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของพวกเขา ผมมีความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น ได้เห็นรอยยิ้มของพวกเขาขณะที่ผมร้องทักทายออกไป....

แม่หวัดดี พ่อหวัดดี ลุงหมึกหวัดดีเป็นคำสั้นๆง่ายแต่เปี่ยมด้วยความจริงใจตามสไตล์ของลูกชายที่เกิดมา และใช้ชีวิตท่ามกลางชุมชนคนอีสาน ทุกอย่างสั้น ง่าย เรียบๆไม่มีพิธีรีตองอะไร ต่างจากพวกฝรั่งมังค่าที่จะมีการทักทายด้วยการกอดจูบ หรือประทับริมฝีปาก .....ไอ้ครั้นจะให้เราไปทำเช่นนั้นมันก็กระด้างกระเดื่องอยู่ไม่น้อย เพราะเราไม่ได้ถูกสอนมาแบบนั้น  ดังนั้นการกลับมาบ้านของเราในช่วงเทศกาลต่างๆนั่นก็หมายถึงว่าเรากลับมาด้วยความคิดถึงจากใจจริง(คุณเห็นด้วยกับผมรึเปล่าล่ะ ???) !!!

พ่อกำลังยืนดูลุงหมึก(เพื่อนบ้านคนสนิท)เกลี่ยปูนที่พื้นที่พึ่งจะเทลงหมาดๆให้เสมอกัน ส่วนแม่ก็กำลังง่วนอยู่กับการขายของ ซึ่งบ้านผมก็เปิดร้านขายของชำเล็กๆ แต่ที่พิเศษไปกว่าที่อื่นๆคือเราจะหยิบของให้ลูกค้าโดยที่ลูกค้ายืนรอ นี่แหละจึงทำให้แม่ผมง่วนอยู่ในช่วงเย็นๆ ไปจนถึงหนึ่งทุ่มครึ่งของทุกๆวัน  ผมไม่รีรอหลังจากกล่าวทักทายพ่อ แม่ และลุงแล้ว เดินเข้าไปในบ้านทิ้งกระเป๋าและคว้ากระเป๋าที่มีเงินสำหรับทอนพร้อมอยู่แล้ว ออกมาช่วยแม่ขายของในทันที

สองคนช่วยกัน แต่มันก็แทบจะไม่ทันสำหรับลูกค้าที่มาพร้อมๆกัน ต่างคนต่างสั่ง จนบางครั้งผมเองก็แทบจะน่องแตกเลยทีเดียว บางทีผมก็มักพูดติดตลกไปเวลาเดินหยิบของว่า
ใจเย็นๆพี่น้อง ช้าหน่อยแต่ทั่วถึงทุกคนนะคร๊า  บ บ บ บ บ”   แม่ผมก็ได้แต่หัวเราะครืนๆในลำคอ ขณะที่กำลังยืนทอนเงินลูกค้า

คลื่นลูกแรกผ่านไปแล้ว มันมักจะเป็นเช่นนี้เสมอๆคือ ลูกค้าเข้ามาชุดหนึ่งสี่ห้ารายพร้อมๆกัน แล้วก็หมดไป ซึ่งช่วงเวลานี้ผมกับแม่ก็จะถือเป็นเวลาพักไปในตัว นั่งคุยกัน แม่ก็ถามไถ่ว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง สนุกไหม มีอะไรตื่นเต้น ต่างๆผมก็เล่าให้แม่ฟังเสียหมดเปลือกตามประสาลูกชายที่โกหกไม่เป็น(ยกเว้นเรื่องเรียน) ทุกครั้งที่แม่ถามเรื่องเรียนผมก็ได้แต่บอกปัดๆไปว่า
สบายๆ พอถูไถไปได้
น้องมาช่วย เมื่อถึงเวลา 17:00 น. น้อง(ลูกอา)ก็มาช่วยงานที่ร้านเพื่อแรกกับเงินค่าตอบแทนจากแม่ 100 บาทในทุกๆวัน  ถึงกระนั้นเวลาลูกค้ามาพร้อมๆก็ สามคนก็แทบจะเอาไม่อยู่ ไหนเด็กๆวัยกระเตาะจะมาเติมเงินโทรศัพท์ ไหนจะมีพวกมาซื้อเหล้า มาซื้อเครื่องครัวเล็กๆน้อยๆเช่น น้ำปลา ผงชูรส รสดี ฯลฯ ไหนจะมากู้เงิน ไหนจะมาใช้หนี้ค่าสินค้าที่เอาไปก่อน  ไหนจะมาตัดดอกเงินกู้ ยุ่งเหยิงปนเปกันไปหมด   ในบางวันที่น้องไม่ได้มาช่วย แม่ถึงกับต้องไล่ลูกค้าหนีไปก่อน แล้วค่อยมาใหม่เพราะมันเกินที่แม่จะรับไหวจริงๆ ....สามคนก็เกือบตาย ครับสถานการณ์แบบนี้
พักอีกสักที...เป็นสิ่งที่เรารอคอยสำหรับผมและน้อง นั่นคือเวลาพัก ลูกค้าไปหมดแล้วเหลือแต่พวกนั่งดื่มอยู่หน้าร้านก็ไม่กระไรนักหรอก  เราต่างนั่งคุยกันพรางๆตามประสาพี่น้อง อะไรที่เราพอจะบอกสอนได้ก็บอกไปเพราะเราเกิดก่อน อะไรแนะนำได้ก็แนะนำไป และที่สำคัญน้องของผมก็กำลังจะเข้ามหาฯลัยแล้ว ผมก็ได้แต่แนะนำไปว่า เลือกในสิ่งที่ชอบ ที่อยากเรียน เรียนแล้วมีความสุข อยู่ในที่ๆมีความสุข แล้วเงินมันจะตามมาเองแหละเมื่อเรียนจบ....ก็อย่างว่าแหละครับ ปัจจุบันนี้พ่อแม่มักจะกำหนดให้ลูกเรียนหรือไม่ก็พูดกรอกหูลูกทุกๆวันจนเด็กรู้สึกว่านั่นคือความฝันของเขาจริงๆ   แต่ที่จริงมันเป็นเพียงฝันที่พ่อแม่สร้างขึ้นมาสำหรับเรา  และเมื่อมันไม่ใช่ฝันของเรา ขณะที่เราตามฝันมันก็จะเกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย เรียนไม่รอด เรียนด้วยความเครียด เรียนอย่างไม่มีความสุข จบมาทำงานอย่างไม่มีความสุข และสุดท้ายคนๆนั้นก็เป็นคนที่ไม่เคยพบความสุขที่แท้จริงเลยหรือพูดกันง่ายๆ ตกนรกทั้งๆที่ยังไม่ตายนั่นแหละครับ  ผมไม่อยากให้น้องผมเป็นเช่นนั้น...
เชฟใหญ่ประจำครอบครัว....เป็นที่รู้กันของคนในละแวกนั้นแต่ไหนแต่ไรมาแล้วว่าบ้านผมนั้น พ่อ คือเชฟใหญ่ประจำครอบครัว มีหน้าทีทำกับข้าว แม่มีหน้าที่ขายของหน้าร้านเพื่อหาเงิน   ปกติแล้วพ่อผมเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานแปดโมงเลิกงานสี่โมงเย็นเพื่อแลกกับเงินเดือนเพียงหนึ่งหมื่นสองพันบาท  หลังจากเลิกงานแล้วพ่อผมก็จะหมกตัวอยู่ที่โต๊ะทำงาน(งานอดิเรก)ส่วนตัวของเขา ใส่แว่นสายตาก้มหน้าก้มตาอยู่กับท่อนไม้ชิ้นหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบหลักของ ปืนแก๊ปพ่อมักจะเพลิดเพลินกับงานอดิเรกของเขาจนลืมเวลาไปเลยก็บ่อยครั้ง   แต่ถ้าช่วงไหนเป็นฤดูกาลที่ต้องเพาะปลูก หลังเลิกงานหลักพ่อก็จะเข้าไร่ทันที อยู่ในไร่จนดึก แล้วกลับออกมาซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่แม่ปิดร้าน เพื่อรับแม่ไปกินข้าวนอกบ้าน...
      
แต่ช่วงที่งานในไร่ไม่มีพ่อก็จะทำปืน หลังจากทำปืนแล้วพ่อก็จะเข้าครัว  อย่าหาว่าผมยกยอพ่อผมเลยนะ ผมว่าพ่อผมทำกับข้าวอร่อยที่สุดในสามโลกเลยก็ว่าได้ ผมเคยลองถามว่าทำไมพ่อถึงทำกับข้าวเก่งจัง พ่อก็บอกว่า เขาก็ลองผิดลองถูกไปเพราะเป็นคนชอบกินอยู่แล้ว อะไรอร่อยก็จำไว้ อะไรไม่อร่อยก็ปรับปรุงกันไป  ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าช่วงไหนที่พ่อเริ่มลองผิดลองถูกรู้แต่เพียงว่าผมเกิดมาก็มีพ่อทำอาหารแสนอร่อยให้กินอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่แค่ผมหรอกที่ว่าพ่อทำอาหารอร่อย ครูหลายๆคนที่ทำงานอยู่ที่เดียวกับพ่อก็การันตีมาแล้ว เวลาที่มีงานต่างๆก็มักจะอัญเชิญพ่อผมไปเป็นพ่อครัวทุกทีไป ค่าจ้างไม่ต้องเสีย ขอเพียงแค่มีรีเจนซี่ให้สักกลมหนึ่งก็พอ  ปกติแล้วเวลาที่พ่อทำกับข้าวที่บ้านพ่อก็มักจะทำกับแกล้มสำหรับตัวเองไปพร้อมๆกัน   ส่วนกับข้าวนั้นก็จะเน้นไปทางผัก ปลา เสียส่วนใหญ่เพราะแม่ไม่กินหมู เนื้อ หรืออาหารไขมันต่างๆแม่จะไม่แตะเลย  พ่อก็เลยได้อาศัยกินพวกหมู เนื้อ ที่เป็นกับแกล้มเท่านั้น  ถามว่าทำไมมีกับแกล้มล่ะ ....แน่นอน อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าถ้ามีคนเชิญพ่อไปทำกับข้าวต้องมีเหล้าให้ แต่เวลาที่พ่ออยู่บ้านพ่อก็จะ ซัดช้างกระป๋องไปพลางๆเวลาทำกับข้าว  กว่าจะทำเสร็จเรียบร้อย รวมๆแล้วก็ 5 กระป๋อง ทุกๆวัน ที่ทำหน้าที่พ่อครัว....ซึ่งมันเป็นภาพที่ชินตาสำหรับผม แม่ และคนในละแวกนั้นไปเสียแล้ว


     ในทุกวัน
ตลอดระยะเวลาสามวันเต็มที่ผมได้อยู่กับครอบครัวทุกอย่างจะดำเนินไปตามแบบเดิมๆ คือ แหกขี้ตาตื่นมาตอนเช้าๆ เอาน้ำลูบหน้าเสร็จ กางเกงในก็ไม่ต้องใส่(ผมไม่ใส่กางเกงในนอน) คว้ากระเป๋าใบหนึ่งได้ก็ช่วยแม่ขายของหน้าร้านไป ในขณะเดียวกันพ่อก็จะง่วนอยู่กับการจ่ายตลาด และทำกับข้าวมื้อเช้าไว้ให้สำหรับเราทั้งสามคน  หลังจากที่พ่อทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วพ่อก็จะหันหน้าเข้าหางานอดิเรกต่อไป(วันปกติพ่อก็จะไปทำงานแต่เช้า โดยที่ทำกับข้าวทิ้งไว้ให้แม่ก่อนไป) ผมกับแม่ก็จะช่วยกันหยิบจับสินค้าให้ลูกค้ากันตั้งแต่เช้าไปจนถึงช่วงสายๆ ลูกค้าก็จะเริ่มซาๆลง      และนั่นแหละถึงจะเป็นเวลาชำระสะสางร่างกายขี้หูขี้ตาต่างๆ  หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จแล้วก็จะเป็นเวลาอาหารซึ่งผมก็จะนั่งกินคนเดียวเสมอๆ ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว น้อยครั้งนักที่เราจะได้นั่งทานอาหารร่วมกัน เนื่องจากว่าทุกคนก็มีหน้าที่ของตน ต่างคนต่างรีบ ด้วยเหตุนี้เองผมจึงเป็นคนที่กินข้าวเร็วกว่าเพื่อนๆ ทุกครั้งที่ไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน เพื่อนมักจะแซวผมเสมอๆว่า มึงจะรีบไปตามควายหายหรือไง”  จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้รีบไปไหน หรือตามควายที่ไหนหรอกครับ แต่ด้วยความเคยชินมันทำให้ผมเป็นเช่นนั้นเอง ......
              ทานอาหารเสร็จผมก็จะนอนพักผ่อนเป็นเวลาร่วมชั่วโมงเศษๆ พอบ่ายคล้อยเข้ามาผมก็ต้องออกไปซื้อของเล็กๆน้อยๆให้แม่ อะไรที่มันขาดหายไปจากร้านก็ต้องซื้อมา หรือไม่ก็ไปเติมเงินโทรศัพท์เตรียมไว้สำหรับเติมเงินออนไลน์ให้เด็กๆวัยรุ่นสิบห้าหยกๆสิบหกหย่อน     เวลาว่างๆ แม่ลูกก็นั่งคุยกันเฮฮากันไปตามประสา  แต่เมื่อเวลาที่ตะวันละยอดไม้สัก ที่ยืนต้นอยู่ไกลๆ นั่นก็หมายถึงว่า เป็นเวลาวิกฤตของผม แม่ และน้อง ต่างคนต่างช่วยกันคนละไม้ละมือหยิบโน่นฉวยนี่ อาจจะเรียกได้ว่าเราทั้งสามคนขายของกันมือเป็นระวิงเลยทีเดียวล่ะครับ แต่ในขณะเดียวกัน ความเฉื่อยชา เนิบนาบยังคงดำเนินไปที่หลังบ้าน พ่อก็ยังนั่งอยู่ทีเดิมท่อนไม่อันเดิม งัด แงะ แกะ แทง ชิ้นงานนั่นไปเรื่อยๆอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไรกับฝ่ายที่อยู่หน้าร้าน  เสียงเพลงเบาๆจากวิทยุเครื่องน้อยยังคงขับกล่อมพ่ออยู่เช่นเคยมิเคยเปลี่ยน ทางด้านหน้าร้านหลังจากที่วิกฤตได้ผ่านไปเราก็จะนั่งถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าแต่ทว่ามันก็ชื่นใจกับเม็ดเงินที่ได้มา  ผมรู้สึกว่าผมมีส่วนในการช่วยเหลือทางบ้านเสมอๆทุกครั้งที่ได้มายืนอยู่หน้าร้าน รับเงิน ทอนเงินอย่างฉับไว...

ความสุข
บังเกิดขึ้นแก่ใจผมทุกครั้งที่ได้กลับมาที่บ้าน แม้ทุกอย่างจะเหมือนเดิม เช่นเดิม อย่างเดิม แต่ความรู้สึกเป็นสุขที่เกิดขึ้นภายในใจของผมมันไม่เคยเป็นเหมือนเดิมเลย มันแปลกใหม่ สด และหอมหวลเฉกเช่นครัวซองที่ถูกยกออกจากเตาอบมาหมาดๆนี่เอง    ความสุขเช่นนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ผมคิดว่า
พรุ่งนี้จะกลับบ้าน...........

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ตามฝัน ...

"ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ หากไม่เริ่มลงมือทำ"


ความฝันก็เช่นเดียวกัน   เมื่อคนเรามีฝันเเล้ว ....มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรขึ้นมาเลยหากเราได้เพียงเเต่คิดอยู่เช่นนั้นโดยปราศจากการลงมือทำ

บางคนว่าฝันนั้นมันใหญ่ไป...บ้างก็ว่ามันเกินตัว  บ้างก็ว่ามันเป็นไปได้ยาก

เเต่มันคงจะง่ายขึ้นหากเราทำเหมือนตอนที่เรากินแอปเปิ้ล  ปอกเปลือก แบ่งสี่ส่วน เเล้วหั่นเป็นคำๆ เพียงเท่านี้เราก็ได้ลิ้มรสอันสุดแสนจะหวานกรอบของมันเเล้ว....เเล้วฝันของเราล่ะ  หากเราหั่นมันออกเป็นชิ้นเล็กๆ เเล้วค่อยๆกินมันทีละคำๆ  วันนึงเราก็จะได้กินหมดลูกนั่นแหละ(ความฝันสำเร็จทุกประการ)

เเล้วถ้ามีคนบอกว่า ....ถ้ามันไม่สำเร็จทุกข้อไปล่ะ

คำตอบง่ายๆก็คือ....ช่างมันปะไร ในเมื่อเราก็กินอย่างมีความสุขไปหลายคำเเล้ว!!!

มาหั่นความฝันผมกันครับ...หันเป็นชิ้นๆกันไปเลย

1.อยากอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ มีเวลาให้กันเเละกันเยอะๆ หากมีลูกก็อยากเลี้ยงลูกเอง...

2.อยากมีสุขภาพร่างกายที่ดี เเละดีกันทั้งครอบครัว

3.มีธุรกิจเล็กๆเป็นแหล่งหารายได้เลี้ยงครอบครัว

4.มีเวลาส่วนตัวออกไปทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ หรือพาครอบครัวไปเที่ยว

ดูสิครับ ...ผมหั่นแอปเปิ้ล(ความฝัน) ออกมาได้สี่ชิ้นเท่านั้นเอง  ดูมันไม่มากมายใช่ไหม เเต่ก็นั่นแหละความ ความฝันของเเต่ละคนไม่เหมือนกัน   เเละนี่คือฝันของผม  ผมต้องการเท่านี้...

เเล้วเราจะทำยังไงกันล่ะ ???

หากอ่านๆดูเเล้วจากสี่ข้อก็จะสรุปได้ว่าผมต้องการเพียงเเค่....มีเงินเลี้ยงครอบครัวจากธุรกิจเล็กๆ  ไม่เป็นหนี้เป็นสิน ไม่เดือดไม่ร้อน มีเวลาว่างๆสำหรับครอบครัว เเละมีอาหารการกินที่ดีเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง  จากที่สรุปมานี้ ด้วยวัยที่พึ่งจะก้าวเข้าเลขสองมาได้ไม่กี่เดือนผมก็ได้เริ่มบางสิ่งบางอย่างไปเเล้ว ...ไปดูกัน

1 ตอนนี้ผมยังเรียนอยู่ เเละเก็บเงินได้ 10000 บาทตามที่ตั้งใจเเล้ว...เเล้วก็จะเริ่มการปล่อยเงินกู้ภายในมหาฯลัย ในช่วงเทอมสามเป็นต้นไปจนกว่าจะเรียนจบ   เเละนี่เป็นการสร้างที่มาของรายได้เล็กๆของผมสำหรับอนาคต

2.เก็บเงินไป ปล่อยเงินกู้ไป เรียนไปจนจบ อาจจะไปเป็นลูกจ้าง ไปทำงานตามที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างหนักเเละสิ้นเปลืองเงินทางบ้านไปอย่างมากมาย สักสองสามปีเพื่อเก็บเงินก้อนสุดท้าย เเละเป็นการหาประสบการณ์การทำงานเป็นลูกจ้างของคนอื่น....เพื่อปลีกตัวออกมาตั้งธุรกิจเล็กๆ เเละเป็นเจ้านายหรือหัวหน้าของคนไม่กี่คนในธุรกิจนั้น     เเละนี่..ก็เพื่อที่จะสร้างธุรกิจเล็กๆที่จะนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัวในอนาคต

3.หากมีเงิน เหลือจากการใช้จ่ายมากพอ ผมก็จะนำเงินเย็น (หมายถึง เงินที่สามารถเสียไปได้โดยไม่กระทบกับการเป็นอยู่) ไปลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อหวังผลกำไรในภายหน้า....และนี่ก็จะเป็นเเหล่งที่มาของรายได้อีกช่องทางหนึ่ง

4.ปลูกบ้านเล็กๆ หลายๆหลังสำหรับคนในครอบครัวได้อยู่รวมกัน บนพื้นที่กว่าร้อยไร่ ที่คุณยาย คุณตา คุณพ่อ คุณแม่ของผมได้หามาจากน้ำพักน้ำเเรงเเละหวังว่าจะให้ผมรักษามันไว้    ทำไร่ส่วนผสมเล็กๆตามกำลังคนที่มีในครอบครัว ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงวัวไว้ดูเล่น ตามขนาดพื้นที่ที่เหมาะสม  ที่ดินส่วนที่เหลือก็ปล่อยเช่าไปเพราะเกินกำลังของครอบครัว  .....และนี่คือที่มาของ สุขภาพร่างกายที่เเข็งแรงของพวกเรา เวลาที่มีให้กันและกัน  เวลาที่มีให้ตัวเอง  เวลาที่มีให้เพื่อนร่วมโลก !!!



สี่ข้ออีกเช่นกัน สำหรับวิธีการที่จะทำให้ฝันผมนั้นสำเร็จลุล่วง แต่บางทีวิธีมันก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เมื่อวันเวลาผ่านไป อาจจะง่ายขึ้น หรือยากลงทุกขณะก็เป็นได้ ใครจะรู้....แต่อย่างน้อยๆ เวลานี้ผมก็ได้ลงมือเเล้ว 1 ข้อตามที่เขียนไว้ด้านบน

ผมยังก้าวเดินต่อไป....
           แม้บางครั้งมันจะล้ม จะเหนื่อยหนัก....
                      แต่ฝันนั้นมันก็ยังคงหอมหวลชวนให้ผมไขว่คว้าอยู่เสมอ.....


คุณล่ะครับ....มีฝันเเล้ว  มีวิธีหรือยัง

มีฝันเเล้ว ....มีวิธีเเล้ว   เเล้วลงมือหรือยังครับ !!!


ฝันดีทุกท่าน...ราตรีสวัสดิ์ครับ (02/12/2554 23:07)