“พรุ่งนี้กูจะกลับบ้าน” เป็นคำพูดสั้นๆที่ผมบอกกับเพื่อนร่วมห้องอย่างกระตือลือล้น ในวันที่ผมสอบเสร็จ...และที่มันทำให้รู้สึกดีไปกว่านั้นคือ สอบวันสุดท้าย ยังรู้สึกว่าตัวเองทำได้ซะด้วย(ทั้งๆ ไอ้ที่ผ่านๆมา ทำไม่ได้เลยก็ช่างมันเถอะ) นี่แหละที่ภูมิใจ ฮ่าๆๆๆ
ผมใช้เวลานานพอสมควรสำหรับการแพ็คกระเป๋ากลับบ้านครั้งนี้...เพราะว่า วันที่ 5 มกราคม 2555 ผมจะต้องเดินทางต่อไปยัง จ.เชียงใหม่เพื่อไปทำฝายกั้นน้ำให้กับชาวบ้าน ในหมู่บ้านแม่ครอง อ.แม่แจ่ม ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องเพิ่มเข้าไปในกระเป๋าก็ต้องเหมาะกับสถานที่ที่ผมกำลังจะไปแห่งนั้นด้วยอันได้แก่ เชือกไนลอน มีดเดินป่าและมีดพก ถุงมือหนัง ก้อนเชื้อเพลิงสำหรับจุดไฟ ยาสามัญและชุดทำแผล ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง ประมาณนี้แหละครับ แต่กว่าผมจะจัดจะอะไรลงตัวได้ก็กินเวลาไปไม่น้อยทีเดียว
หลังจากที่ให้เวลาจัดของลงประเป๋าไปพักหนึ่งแล้ว กระเป๋าพร้อม ชุดพร้อม ไม่มีของที่ลืม จากนั้นก็เป็นเวลานอนแล้วล่ะครับ .....แต่เจ้ากรรม ให้ตายเถอะผมนอนไม่หลับ พยายามแค่ไหนก็ไม่หลับ สวดมนต์ดำก็แล้ว วิดพื้นก็แล้ว ผมตื่นเต้นงั้นหรือ??? ใช่แล้ว...ผมตื่นเต้นเสมอๆทุกครั้งที่จะได้กลับบ้านกลับมาเจอหน้าพ่อแม่ ครอบครัว ชาวบ้านหน้าเดิมๆ เด็กๆหน้าเดิมๆ เดิมๆ เดิมๆ แล้วมันก็เดิมๆ ทุกอย่างนั่นแหละครับ แต่ผมก็ยังตื่นเต้นกับมันอยู่ดี มันข่มตาไม่ลงกระวนกระวายใจอยากจะให้เช้าเร็วๆเหลือเกิน อยากแบกเป้ขึ้นหลัง สวมรองเท้าคอมแบทแล้วเดินออกจากห้อง ออกจากสถานที่แห่งนี้ ไปสู่ที่ที่จากมาโดยเร็วเสียเหลือเกิน ผมนอนดิ้นไปดิ้นมาพลิกด้านโน้นทีด้านนี้ที...และมันก็เป็นอยู่เช่นนั้นนานเท่าไหร่ผมก็ไม่อาจจะทราบได้
แสงแห่งวันใหม่ได้ปรากฏขึ้นแล้วทางเบื้องตะวันออก...ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นอย่างงัวเงียและปวดตาเหลือเกิน เพราะไม่ได้นอน และไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหนด้วยเช่นกัน แต่ผมว่าได้หลับไม่เกินสองชั่วโมงแน่ๆเลย เมื่อสติกลับคืนมาครบและผมจดจำได้ว่า วันนี้คือวันที่ผมจะได้กลับบ้าน ผมก็กระโดดออกจากเตียงเหมือนกับมีคนเอาบุหรี่จิ้มตูดทันที เปิดเพลง “เจ้าตาก” เพื่อเร้าอารมณ์ให้คึกคะนอง แล้วผมก็คว้าเครื่องอาบน้ำเดินออกจากห้องพร้อมกับฮัมเพลงในลำคอไปตามทาง....
ทุกอย่างพร้อมแล้วทั้งคนและสิ่งของ ได้เวลากลับบ้านของผมแล้วครับ อากาศอันแสนเยียบเย็นยามเช้าทำให้ร่างกายผมกระปรี้กระเปร่า แล้วมันกระปรี้กระเปร่าแบบไหน ถ้าใครอยากรู้ลองเอายาดมยัดสองรูจมูกดูครับ อารมณ์เดียวกันเลยแหละ....จากนั้นการเดินทางของผมก็เริ่มขึ้น จากรถเมล์ม่วง ต่อด้วยรถประจำทาง ป.2 รถเมล์ม่วงว่านรกแล้วนะครับ เจอรถ ป.2 เข้าไป นรกกว่า!!! ก็อย่างที่รู้ๆกันครับรถ ป.2 สำหรับคนทุกชนชั้น เสียงอึกทึกคึกโครมต่างๆนาๆ ทั้งเสียงคุยโทรศัพท์(คนข้างหลังผมคุยตั้งแต่รถออก จนรถมาจอดส่งผมเลยครับ) เปิดเพลงฟัง ไหนจะเสียงจากทีวีของรถเอง โอว์แม่เจ้า และทุกๆครั้งที่รถจอดพัก นั่นคือวิกฤตสุดๆของผมเลยก็ว่าได้ มันคือ กลิ่น กลิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไส้กรอก ลูกชิ้นปิ้ง-ทอด ไก่ย่าง หมูปิ้ง มาผสมกันเข้า บวกกับเสียงที่ไม่พึงประสงค์ เล่นเอาผมแทบจะกระโดดออกจากรถแล้วเดินเองเลยที้เดียว...แต่มันก็ทำไม่ได้เลยต้องจำใจอยู่ อยู่เพื่อฝึกความอดทนของผมครับ และแน่นอนผมต้องผ่านมันมาได้ กว่าสี่ชั่วโมงบนรถสายนั้น บนนรกแห่งนั้น ผมก็มาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ผมขอตัวไปเจอะเจอหน้าพ่อ หน้าแม่ หน้าเก่าๆ คนเก่าๆในละแวกบ้านก่อนนะครับ ....มีอะไรผมก็จะมาเขียนไว้ในบล็อกแห่งนี้อีกเผื่อแขกไปใครมาจะได้อ่านกันเล่นๆ แต่บอกไว้ก่อนนะครับ บล็อกนี้เหมาะสำหรับอ่านเล่นๆเวลาเข้าห้องน้ำเท่านั้น อิอิ
ผมใช้เวลานานพอสมควรสำหรับการแพ็คกระเป๋ากลับบ้านครั้งนี้...เพราะว่า วันที่ 5 มกราคม 2555 ผมจะต้องเดินทางต่อไปยัง จ.เชียงใหม่เพื่อไปทำฝายกั้นน้ำให้กับชาวบ้าน ในหมู่บ้านแม่ครอง อ.แม่แจ่ม ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องเพิ่มเข้าไปในกระเป๋าก็ต้องเหมาะกับสถานที่ที่ผมกำลังจะไปแห่งนั้นด้วยอันได้แก่ เชือกไนลอน มีดเดินป่าและมีดพก ถุงมือหนัง ก้อนเชื้อเพลิงสำหรับจุดไฟ ยาสามัญและชุดทำแผล ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง ประมาณนี้แหละครับ แต่กว่าผมจะจัดจะอะไรลงตัวได้ก็กินเวลาไปไม่น้อยทีเดียว
หลังจากที่ให้เวลาจัดของลงประเป๋าไปพักหนึ่งแล้ว กระเป๋าพร้อม ชุดพร้อม ไม่มีของที่ลืม จากนั้นก็เป็นเวลานอนแล้วล่ะครับ .....แต่เจ้ากรรม ให้ตายเถอะผมนอนไม่หลับ พยายามแค่ไหนก็ไม่หลับ สวดมนต์ดำก็แล้ว วิดพื้นก็แล้ว ผมตื่นเต้นงั้นหรือ??? ใช่แล้ว...ผมตื่นเต้นเสมอๆทุกครั้งที่จะได้กลับบ้านกลับมาเจอหน้าพ่อแม่ ครอบครัว ชาวบ้านหน้าเดิมๆ เด็กๆหน้าเดิมๆ เดิมๆ เดิมๆ แล้วมันก็เดิมๆ ทุกอย่างนั่นแหละครับ แต่ผมก็ยังตื่นเต้นกับมันอยู่ดี มันข่มตาไม่ลงกระวนกระวายใจอยากจะให้เช้าเร็วๆเหลือเกิน อยากแบกเป้ขึ้นหลัง สวมรองเท้าคอมแบทแล้วเดินออกจากห้อง ออกจากสถานที่แห่งนี้ ไปสู่ที่ที่จากมาโดยเร็วเสียเหลือเกิน ผมนอนดิ้นไปดิ้นมาพลิกด้านโน้นทีด้านนี้ที...และมันก็เป็นอยู่เช่นนั้นนานเท่าไหร่ผมก็ไม่อาจจะทราบได้
แสงแห่งวันใหม่ได้ปรากฏขึ้นแล้วทางเบื้องตะวันออก...ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นอย่างงัวเงียและปวดตาเหลือเกิน เพราะไม่ได้นอน และไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหนด้วยเช่นกัน แต่ผมว่าได้หลับไม่เกินสองชั่วโมงแน่ๆเลย เมื่อสติกลับคืนมาครบและผมจดจำได้ว่า วันนี้คือวันที่ผมจะได้กลับบ้าน ผมก็กระโดดออกจากเตียงเหมือนกับมีคนเอาบุหรี่จิ้มตูดทันที เปิดเพลง “เจ้าตาก” เพื่อเร้าอารมณ์ให้คึกคะนอง แล้วผมก็คว้าเครื่องอาบน้ำเดินออกจากห้องพร้อมกับฮัมเพลงในลำคอไปตามทาง....
ทุกอย่างพร้อมแล้วทั้งคนและสิ่งของ ได้เวลากลับบ้านของผมแล้วครับ อากาศอันแสนเยียบเย็นยามเช้าทำให้ร่างกายผมกระปรี้กระเปร่า แล้วมันกระปรี้กระเปร่าแบบไหน ถ้าใครอยากรู้ลองเอายาดมยัดสองรูจมูกดูครับ อารมณ์เดียวกันเลยแหละ....จากนั้นการเดินทางของผมก็เริ่มขึ้น จากรถเมล์ม่วง ต่อด้วยรถประจำทาง ป.2 รถเมล์ม่วงว่านรกแล้วนะครับ เจอรถ ป.2 เข้าไป นรกกว่า!!! ก็อย่างที่รู้ๆกันครับรถ ป.2 สำหรับคนทุกชนชั้น เสียงอึกทึกคึกโครมต่างๆนาๆ ทั้งเสียงคุยโทรศัพท์(คนข้างหลังผมคุยตั้งแต่รถออก จนรถมาจอดส่งผมเลยครับ) เปิดเพลงฟัง ไหนจะเสียงจากทีวีของรถเอง โอว์แม่เจ้า และทุกๆครั้งที่รถจอดพัก นั่นคือวิกฤตสุดๆของผมเลยก็ว่าได้ มันคือ กลิ่น กลิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไส้กรอก ลูกชิ้นปิ้ง-ทอด ไก่ย่าง หมูปิ้ง มาผสมกันเข้า บวกกับเสียงที่ไม่พึงประสงค์ เล่นเอาผมแทบจะกระโดดออกจากรถแล้วเดินเองเลยที้เดียว...แต่มันก็ทำไม่ได้เลยต้องจำใจอยู่ อยู่เพื่อฝึกความอดทนของผมครับ และแน่นอนผมต้องผ่านมันมาได้ กว่าสี่ชั่วโมงบนรถสายนั้น บนนรกแห่งนั้น ผมก็มาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ผมขอตัวไปเจอะเจอหน้าพ่อ หน้าแม่ หน้าเก่าๆ คนเก่าๆในละแวกบ้านก่อนนะครับ ....มีอะไรผมก็จะมาเขียนไว้ในบล็อกแห่งนี้อีกเผื่อแขกไปใครมาจะได้อ่านกันเล่นๆ แต่บอกไว้ก่อนนะครับ บล็อกนี้เหมาะสำหรับอ่านเล่นๆเวลาเข้าห้องน้ำเท่านั้น อิอิ









