ตอน
2 (จบ)
ความหนาวจากพัดลมที่ไม่รู้ว่าใครมาเปิดไว้
ปลุกผมให้รู้สึกตัวขึ้นกลางดึก แต่เดาว่าน่าจะใกล้รุ่งแล้วล่ะครับ
เพราะตอนที่ผมเดินโซซัดโซเซเข้ามาแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง(เตียงใครก็ไม่รู้)ก็ล่วงเข้าไปตีหนึ่งกว่าๆแล้ว
ผมลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินโงนเงนๆไปปิดพัดลม
แต่พอจะหันหลังกลับไปขึ้นเตียงก็ก้มลงเป็นกองผ้าห่มสองสามผืนวางอยู่กับพื้นแบบไม่เป็นระเบียบร้อยนักจะว่าไปก็เหมือนที่นอนสำหรับเจ้าตูบยังไงยังงั้น
ณ บัดนั้นผมจึงตัดสินใจนอนบนกองผ้านั้น
โดยดึงผ้าออกมาห่มผืนหนึ่งเพื่อบรรเทาความหนาว
ส่วนที่หนุนหัวก็เป็นโต๊ะอ่านหนังสือสไตล์ญี่ปุ่นกางขาออกเพียงด้านเดียวอีกด้านพับไว้ไม่ได้กางออก
ไม่รู้ว่าใครมาทำไว้เหมือนกันเดาว่าคงจะเป็นพี่โก๋ที่ล่วงหน้ามาก่อนและได้พักนอนที่บ้านน้าโต้ง
แต่พูดก็พูดเถอะนะ นอนสบายมากเลยไม่เจ็บต้นคอเวลาตื่นแต่ออกจะแข็งไปหน่อยเท่านั้นเอง....
“นี่เขาหนาวหรือเปล่าเนี่ย” เสียงน้าโต้งแว่วเข้ามาในโสตประสาท
ในขณะที่ผมยังนอนอยู่มุมห้อง
“ไม่ต้องห่วงมันหรอก มันนอนแบบนี้เอง” พี่โก๋ตอบไปตามสไตล์เพื่อไม่ให้น้าโต้งเป็นกังวล...
แล้วเสียงคุยกันของน้าโต้งกับพี่โก๋ก็แว่วไกลออกไป
คาดว่าคงจะอยู่ในห้องทำงานของน้าโต้งเพราะมีเสียงทีวีแทรกมาตลอดเวลา ไม่นานนักผมก็ค่อยๆยันตัวขึ้นนั่งอย่างเมื่อยขบไปทั่วร่างกาย
“เห้ยพี่โก๋
สงสัยหวัดจะแดกว่ะตื่นมาตัวร้อนเลย” ผมบ่นไปขยี้ตาไปเพื่อขับไล่ความงัวเงีย
“เออ
ไปอาบน้ำก่อนไป
ห้องน้ำตอนนี้ว่างแล้วพี่เพิ่งอาบเสร็จ” พี่โก๋บอกพลางสยายผมอันรุงรังเหมือนคนบ้าของแก
เพื่อผึ่งลมผึ่งแดดให้แห้ง
ทันทีนั้นผมก็ถือวิสาสะถอดกางเกงมันตรงนั้นเลย เหลือแต่บ็อกเซอร์ตัวเก่งตัวเดียวของผมนั่นแหละ(ก็ไม่ได้หยิบมาด้วยนี่
คนมันรีบ)
โดยไม่ต้องไปหลบมุมที่ไหนเพราะว่าที่บ้านตอนนี้ก็มีแต่ชายล้วน
แฟนน้าโต้งกับลูกๆก็ยังไม่กลับมา
ซึ่งน้าโต้งก็บอกว่าน่าจะเป็นช่วงบ่ายโน่นแหละกว่าจะกลับ
“แล้วพี่วาพี่เชาล่ะ” ผมถามถึง เพราะเห็นเมื่อคืนเปรยๆว่าจะขึ้นเขาแล้วกลับลงมาช่วงสายก่อนจะขึ้นไปนอนยอดเขาแหลมในช่วงบ่าย
“ก็ขึ้นเขาไปแล้ว เดี๋ยวคงลงมาสายๆ....อ่าห์ เหล้าดองอะไรวะเปรี้ยวชิบหาย” พี่โก๋ตอบ
พลางยกเหล้าดองของน้าเทพที่พี่โก๋ติดเล็บมาเมื่อคืนจากครัวกาแลขึ้นจิบ
“ฮ่าๆ ดองอะไรมันจะเปรี้ยวปานนั้นพี่” ผมว่า
ก่อนที่จะเดินไปหยิบเสื้อยืดมาตัวหนึ่งเพื่อผลัดเปลี่ยนสำหรับวันนี้
แล้วก็เดินผ่านประตูเข้าไปในบ้านเพื่อไปอาบน้ำ
“ไม่รู้ว่ะ ไม้อะไรของแกไม่รู้....เปรี้ยวจนไม่เหมือนเหล้าเลย” แกตอบขณะที่ผมกำลังอาบน้ำไปเพลินๆ
“เห้ย พาราสองเม็ดพี่วางไว้หลังตู้นะ” พี่โก๋เดินมาบอกหน้าห้องน้ำเพียงเท่านั้น
ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินผละไป ช่างเป็นพี่ที่น่ารักจริงๆ(ไม่ใช่หน้าตานะ)
ชั่วไม่นานนักที่ผมอยู่ในห้องน้ำ
หลังจากที่ชำระล้างคราบไคลอย่างหมดจด
และเช็ดตัวด้วยเสื้อตัวที่ใส่เมื่อวานเสร็จแล้วผมก็ใส่กางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดิมแต่เสื้อตัวใหม่เดินโทงๆออกมาอย่างหน้าชื่นตาบาน
เมื่อผ่านตู้เย็นก็ไม่ลืมหยิบยาที่พี่โก๋วางไว้บนหลังตู้โยนเข้าปากแล้วเคี้ยวก้วมๆอย่างเมามัน(ล้อเล่นครับ..ซัดเบียร์ในตู้ตามไปอีกอึกต่างหากล่ะ)
แต่ผมก็ยวนแกเล่นไปไม่รู้ได้ยินหรือเปล่า
“หลังตู้ไหนพี่
มีแต่แมงมุมเพียบเลย” แล้วผมก็ได้ยินเสียตอบมา “บนตู้เว้ยบนตู้”
“เอ้อ ไหนว่าจะขึ้นไปกับพี่วาด้วย
เห็นเมื่อคืนพูดอยู่ไม่ใช่รึ” ผมถามด้วยน้ำเสียงที่ดูสดชื่นขึ้น
“เห้ยบอกที่ไหนวะ พี่บอกว่าตอนขึ้นไปนอนเขาแหลมโน่นถึงจะไปด้วย” พี่โก๋ตอบ
“แม่ง รีบมากเลยไม่ได้เอาบ็อกเซอร์มาเลย
ติดมาตัวเดียวที่ใส่อยู่นี่แหละ
เซ็งชิบ” ผมบ่นให้พี่โก๋กับพี่แบรนฟัง
แล้วก็หย่อนก้นลงเปล
“มันกะทันหันใช่ไหมล่ะ...พี่ก็เหมือนกัน” พูดไป แกก็ยกเหล้าดองขึ้นจิบ
แล้วทำหน้าเหยเก
“พี่ก็เหมือนกัน มามันชุดเดียวเนี่ย
รู้ข่าวตอนตีสี่จัดแจงไรไม่ทันเลย” พี่แบรนพูดขึ้นมาบ้างหลังจากเงียบอยู่นาน
“ใช่พี่...พอผมชวนคนอื่นไม่ได้ เลือดมันขึ้นหน้า
คว้ากระเป๋าได้
เสื้ออีกสองสามตัวผมก็ลิ่วเลย” ผมเล่าละเอียดเข้าไปอีก แล้วผมก็หันไปถามพี่โก๋
“พี่โก๋เองผมก็เห็นอยู่ พอน้าคิดเข้าไปแจ้ง
พี่โก๋ก็รีบออกมาเลยไม่ใช่รึ”
“อืม พี่ก็รีบเหมือนกันเพราะรถออกจากแม่แจ่มมันหมดบ่ายสามไง
แต่ดีหน่อยได้มาเกือบครบ”พี่โก๋อธิบาย
“ต่างจากผมเลยสิ” เหมือนจะตัดพ้อเล็กน้อย จากนั้นเราสามคนก็เดินเข้าไปในห้องทำงานน้าโต้งเพื่อที่จะอาศัยดูทีวียามเช้าแล้วพูดคุยกับน้าโต้ง ภายในห้องนั้นน้าโต้งก็นั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานอัพเดทข่าวสารในโลกโซเชียลไปเรื่อยๆ
ส่วนเราสามคนก็เลี่ยราดกันอยู่บริเวณหน้าทีวีนั่นแหละครับ
คุยเล่นกันไปบ้าง
คุยเครียดกันบ้างก็มี
ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องป่าเขาลำเนาไพรแถวนี้แหละครับ
แต่ผมก็ไม่เอามาเล่าจะดีกว่าเดี๋ยวมันจะกระทบหลายฝ่าย
แต่อันไหนเล่าได้ก็เล่าล่ะครับ...
“แล้วนี่หมดไฟน้าโต้งจะทำอะไรต่อครับ” ผมถาม
“ก็คงจะทำฝายต่อนั่นแหละ แต่คงไม่ไปของบใครหรอกทำเองนี่แหละง่ายดี” น้าโต้งวางมือจากคอมแล้วหันมาตอบ
“ก็ดีเหมือนกันครับ ก่อนฝนมาทำไว้เลยก็ดี
เดียวหลังฝนหมดน้ำก็จะได้มีขังให้ความชุ่มชื้นป่าได้อีกระยะหนึ่ง
ผมว่าดีนะการทำฝาย
เพราะถ้ามันมีความชุ่มชื้นแล้ว
ไฟป่าก็อาจจะเกิดยากหรือไม่ก็เกิดเป็นวงแคบๆ” ผมเริ่มจะเข้าน้ำเข้าเนื้อบ้างแล้ว พูดคุยเรื่องแบบนี้ของมันขึ้น
แต่ก็ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับ
พี่โก๋เอง
พี่แบรนก็ด้วยร่วมถกกันอย่างเมามัน
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราได้มาคุยกัน
นี่ถ้ามีผู้ใหญ่มานั่งฟังด้วยคงจะดีนะ
“ป่ะ เดี๋ยวเราไปกินข้าวกัน” น้าโต้งตัดบทลงแค่นั้นคงเห็นว่าเวลามันก็ล่วงเลยไปมากแล้ว
เราต่างเตรียมตัวกันอย่างฉับไวซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก ผมเองก็แค่ใส่กางเกงตัวเก่า(เพราะอีกตัวเป้าแตกไปแล้ว)
สรุปตอนนี้ในตัวผมมีสี่เก่า
คือกางเกง
รองเท้า
ถุงเท้า
และบ็อกเซอร์(ซกมกสิ้นดีเลยเรา)
ส่วนพี่โก๋ก็แค่รวบผมหน่อยก็เป็นอันเรียบร้อย แค่ข้ามถนนไปก็ถึงครับร้านอาหารามสั่ง “หมูอ้วน
ตำแหลก” ร้านที่มอบกับแกล้มรสเลิศให้เราเมื่อคืนนั่นแหละครับ
ดูเจ้าของร้านจะเจ้าเนื้อซะหน่อย
แต่ว่าคงจะใจดีอยู่ไม่น้อย
“กินอะไรดีคร๊า ” พี่เจ้าของร้านถาม...
แต่เราก็ยังไม่มีใครสั่งเพราะเจ้าภาพยังไม่เปิดงาน
ก็ได้แต่เดินวนๆเวียนๆหาหนังสือพิมพ์มาอ่านแก้เก้อกันไป
และนั่นก็ถือว่าเป็นโชคดีสำหรับผมครับ
เพราะผมเดินวนเวียนอยู่ครู่หนึ่งก็ไปเจอมุมหนังสือเข้ามีป้ายกระดาษเขียนด้วยมือแปะไว้ใจความว่า
“ผลงานของ
บุหลัน
รันตี
เชิญหยิบอ่านได้ครับ” โอ้โห
อยู่กับน้าโต้งมาร่วม
24 ชั่วโมงพึ่งจะมารู้เอาเดี๋ยวนี้เองว่าผมได้ร่วมรบกับไฟ
ได้นอนร่วมชายคา
ได้กระชับมือกับนักเขียนแนวท่องไพรที่น่าชื่นชมคนหนึ่งเลยนะเนี่ย รู้ดังนั้นแล้วผมก็เลยคว้ามาสองเล่มแล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ
โดยเล่มหนึ่งผมวางลงไปตรงหน้าพี่โก๋
“เห้ย เล่มนี้พี่อ่านแล้วเนี่ย....ของน้าโต้งผมอ่านมาเกือบหมดแล้ว
แต่ผมไม่ได้ซื้อนะยืมเขาอ่าน”พี่โก๋พูดพร้อมกับใช้มือดันหนังสือเล่มนั้นกลับมาที่ผมก่อนที่จะเงยหน้าไปพูดกับน้าโต้ง
“ห๊ะ ยืมเขาอ่าน” ผมอุทา
พอให้ดูมีสีสันขึ้นบ้าง
“ก็เออน่ะสิ...เงินเดือนสองพันอย่างพี่จะเอาตังไหนไปซื้อวะ” พี่โก๋บอก
“เห้อ...ผมก็อยู่ได้ด้วยหนังสือพวกนี้แหละ
อาจจะมีเขียนเรื่องใน
เย่อกับปลาบ้างอาทิตย์ละหน้าสองหน้าก็ได้ไม่เท่าไหร่ ได้มาก็เอาไปผลาญกับป่าหมด” น้าโต้งพูดขึ้นน้ำเสียงดูจะไม่ดีนัก
แต่ผมก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองหน้าน้าโต้งเพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านผลงานน้าโต้งอย่างเมามัน(บอกเลย
แค่สองหน้านี่ก็รู้ได้เลยว่า
งอมแงมแน่นอน)
“เอาอะไรดีคะ หนุ่มๆ
” พี่เจ้าของร้านร้องถามมาอีกครั้ง
ขณะที่กำลังกระแทกสากตำส้มตำให้ลูกค้าอยู่
“เอาไรดีพวกเรา เป็นกับข้าวหรือจานเดียว” น้าโต้งเสริมมาอีก
“จานเดียว จานด่วนดีกว่าง่ายดี .....กระเพราหมูสับหนึ่งครับ” พี่แบรนตอบ
ก่อนที่จะหันไปสั่งพี่เจ้าของร้าน
“เอาไงเรา” ผมสะกิดถามพี่โก๋เพราะนั่งอยู่ติดกัน
“นั่นสั่งไร” พี่โก๋ถามมาอีก
พร้อมกับพยักพเยิดหน้าไปทางพี่แบรนเชิงถามว่า
“เอ็งกินอะไร”
“กระเพราหมูสับ” ผมตอบให้พี่โก๋ฟังโดยเร็ว
“เอาตามนั้นแหละ จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก” พี่โก๋ตอบ
แล้วก็ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป
ซึ่งในตอนนั้นต่างคนก็ต่างเงียบ
“กระเพราเพิ่มเป็นสามเลยนะครับ” ผมร้องสำทับไปอีกทีหนึ่ง
แล้วก็ก้มลงอ่านหนังสือของน้าโต้งต่อไป
“ผมเอากระเพราไก่นะ...เพิ่มเกลาเนื้อด้วยอีกชาม เอ้ยแปปนึงนะเดี๋ยวผมรับโทรศัพท์ก่อน” น้าโต้งสั่งเป็นคนสุดท้าย
ก่อนที่จะขอตัวไปคุยโทรศัพท์
บรรยากาศตกอยู่ในความสงัดเงียบ ต่างคนต่างก้มหน้าอ่านหนังสือไปตามเรื่องตามราว
จะว่าด้วยความสนใจหรืออ่านเพื่อฆ่าเวลาไปเพราะไม่มีอะไรจะพูดกันผมก็ไม่รู้ ครู่เดียวน้าโต้งก็กลับเข้ามานั่งที่โต๊ะ
“เดี๋ยวกินข้าวกันเสร็จแล้ว ผมต้องอาบน้ำออกไปรับของบริจาคสักหน่อยนะ
ยังไงเดี๋ยวเราไปด้วยกัน”
“ได้ครับ ..ยังไงวันนี้ก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว
สบายๆ” ผมตอบอย่างมีความสุข
เพราะไฟได้มอดไปแล้วตั้งแต่เย็นวาน
“เอ้า นั่นมาแล้วสามจานลุยได้เลย” กระเพราหมูสามจานที่สั่งไปถูกยกออกมาเสิร์ฟพอดี
นี่แหละครับสาเหตุที่ผมกับพี่โก๋ชอบสั่งตามคนอื่น
เพราะมันง่ายสำหรับคนทำแล้วรวดเร็วเหมาะสำหรับคนที่มีไฟรัดตัวอย่างเราๆ
แต่หลังจากนั้นของน้าโต้งก็ตามมาติดๆ
เราทั้งสี่คนเริ่มทานไปพร้อมๆกันมีการพูดจากันบ้างเล็กน้อย
หลังจากกินเสร็จแล้วก็นั่งพักทานขนมหวานคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง
ขณะที่นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อยนั้น ผมก็เหลือบไปเห็นหัวข้อข่าวจากหน้าหนึ่งก็เลยจับวางลงกลางโต๊ะ...
“ดูนี่ ป่าเพชรบูรณ์
แม่งรวยมากบุกป่าเจ็ดพันไร่สร้างบ้าน....สร้างให้ใครนอนวะนั่น” เริ่มซีเรียสอีกแล้วผม
“เมื่อก่อนนะ ตอนที่พี่บวชแล้วธุดงค์
ป่าแถบเพชรบูรณ์อุดมสมบูรณ์มาก” พี่โก๋เล่าถึงความหลังให้ฟัง
“แต่ตอนนี้คนรวยเอาไปกินแล้วสิพี่...มันแก้ไขยากจริงๆเรื่องพวกนี้” ผมบ่นกับทุกคน
“เรื่องพวกนี้มันยากนะ ละเอียดอ่อน
จะยืมกำลังใครก็ยาก
ทำพลาดมาก็โดนว่า
คนส่วนใหญ่เลยอยู่เฉยๆไง” น้าโต้งแย้งขึ้นมา
“ก็อย่างว่าสิครับน้าโต้ง...แต่มันจะเอาอะไรกันนักหนา
พอไม่มีป่าก็โวยหาน้ำ
โวยว่าไม่มีคนมาเที่ยว”
“ก็นั่นน่ะสิ...เพราะความไม่รู้จักพอนี่แหละ
จริงๆมันควรจะพอได้แล้ว
พอแล้วหันกลับมามองธรรมชาติ
มองโลก
มองป่าบ้าง” น้าโต้งเสริมมาอย่างโดนใจ
ก่อนที่จะตัดบทขึ้นมา
“เอ้ากินกันเลย
ขนมหวานก็กินเลย
ไม่ต้องจ่ายเงินนะ” ว่าแล้วน้าโต้งก็ลุกขึ้นหันมาพูดกับพวกเราก่อนที่จะเดินกลับบ้าน
“เดี๋ยวผมอาบน้ำก่อน
ไปรับของสภาพแบบนี้ไม่ดีแน่ๆ”
หลังจากที่น้าโต้งผละไปได้ไม่นาน เราสามคนซึ่งก็กินอิ่มและนั่งย่อยกันพอสมควรก็เลยตัดสินใจเดินกลับไปที่บ้านน้าโต้งเช่นกัน
ต่างคนก็ต่างพักผ่อน
ผมกับพี่แบรนนอนอยู่ที่เปลส่วนพี่โก๋ก็ยุ๊กยิ๊กๆของแกไปตามเรื่อง พักเดียวน้าโต้งก็อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแต่งกายสุภาพสวมเสื้อเชิ้ต
กางเกงประเภทใส่กลางแจ้ง รองเท้าเดินป่า พร้อมด้วยย่ามใบหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับที่พี่วาและพี่เชาลงจากเขามาถึงบ้านพอดี
และทั้งสองกำลังผลัดผ้าเพื่ออาบน้ำ
“ป่ะ
วา
เชา
ทุกคนเดี๋ยวไปถ่ายรูปรับของกันหน่อย
พอดีมีคนมาบริจาคของเขารออยู่นานแล้วที่อามันเต้” น้าโต้งชวนเราทุกคน
“คุณว่าไง...จะอาบน้ำก่อนมั๊ย” พี่วาหันไปถามพี่เชาซึ่งกำลังเตรียมจะผลัดผ้า
“เดี๋ยวไปก่อนก็ได้ ค่อยกลับมาอาบน้ำท่าแล้วขึ้นเขาแหลม” พี่เชาตอบพร้อมกับวางทุกสิ่งลง
จากนั้นเราทั้งห้าคนก็เดินตามกันไปที่บ้านลุงเกียรติซึ่งเป็นร้านขายของเล็กๆอยู่ตรงข้ามร้านกาแฟอามันเต้
แล้วน้าโต้งก็โทรหาผู้ที่ประสงค์จะมาบริจาคให้กับพวกเรา
ครู่เดียวก็เห็นผู้บริจาคทั้งสามคนเดินข้ามฝั่งมาเป็นชายหนึ่งหญิงสอง
เมื่อมาถึงน้าโต้งก็กล่าวทักทายส่วนผมและคนอื่นๆก็เพียงแต่ยกมือไหว้ตามมารยาทไทยๆ
น้าโต้งกับผู้บริจาคนั่งคุยกันอยู่ร่วมสิบนาทีโดยมีพี่แบรน
โก๋วร
ร่วมวงสนทนาอยู่ด้วย
การสนทนาก็เป็นไปอย่างราบรื่นมีการถามถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยความห่วงใย
ถามถึงอาสาสมัครที่มาช่วยว่ามาจากที่ไหนอย่างไรซึ่งพี่แบรนก็ได้ชี้แจงให้ฟังโดยละเอียด
จากนั้นก็เป็นฝ่ายเราที่สอบถามถึงการมาบริจาคในครั้งนี้ว่าได้รับข้อมูลมาจากที่ใดซึ่งก็ได้ความคร่าวๆว่า
ได้รับข้อมูลมาจากโซเชียลก็เลยชวนเพื่อนๆที่รู้จักร่วมบริจาคมา
มีทั้งข้าวสาร
อาหารแห้งซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล แต่เรื่องที่น่าดีใจไปกว่านั้นพี่คนหนึ่งเล่าว่าตอนที่ไปซื้ออาหารทะเลได้บอกแม่ค้าว่าจะไปบริจาคของที่ราชบุรีให้อาสาดับไฟ
บังเอิญแม้ค้าคนนั้นก็เป็นคนราชบุรีก็เลยลดแลกแจกแถมสมทบมายกใหญ่
ไอ้ผมยืนฟังอยู่ตลอดการสนทนาก็แอบชื่นใจแทนเหล่าอาสาไม่น้อยเลยล่ะครับ นี่แหละคนไทย.....หลังจากนั้นเราทุกคนก็ช่วยกัน
ขนของลงจากท้ายรถเก็บภาพกันเล็กน้อย
แล้วน้าโต้งก็เลยว่ายวานให้พี่ไก่หนึ่งในกลุ่มรักษ์เขากระโจมพาพี่ๆที่มาบริจาคขึ้นไปชมวิวที่ยอดเขากระโจม
“เห้ย อาร์มเคยขึ้นเขากระโจมยัง..” พี่โก๋หันมาถามผมเมื่อได้ยินว่าพี่ไก่จะขึ้นไป
“ไม่เคยหรอกพี่ แต่ไม่เป็นไรพักผ่อนเอาแรงดีกว่าวันนี้” ผมตอบอย่างไม่สนใจกับการขึ้นยอดเขา
“เห้ย ...ลองไปเหอะน่าไม่เสียเวลาหรอกแล้วจะรู้ว่ามันสวยจริง” พี่โก๋เสริมมาอีก
“เห้ยไปเหอะ ยังไงวันนี้ก็ไม่มีอะไรอยู่แล้วนี่ไฟก็ดับไปแล้ว” พี่แบรนสำทับมาอีกเสียงหนึ่ง
“เอ้าไปก็ไป....ลุย
!!”
ผมว่าพลางหันหลังเดินไปขึ้นหลังรถทันที
ซึ่งตอนนั้นพี่ไก่กับพี่ๆที่มาบริจาคก็ยืนเตรียมตัวกำลังจะออกกันพอดี
การเดินทางขึ้นเขากระโจมเริ่มขึ้นจากหน้าบ้านน้าเกียรติและจุดๆนี้โดยทั่วไปในฤดูกาลท่องเที่ยวจะมี
รถมาจอดคอยให้บริการเยอะมากๆ เคยถามน้าโต้งว่า
กลุ่มรถที่ติดสติ๊กเกอร์
“รักษ์เขากระโจม” เนี่ยทั้งหมดมีกันกี่คัน ก็ได้รับคำตอบว่ามีรวมๆกว่าร้อยยี่สิบคันเลยทีเดียวครับ
โอ้โห...อะไรจะเยอะปานนั้น การเดินทางครั้งนี้โดยสารรถพี่ไก่ไปครับ
ผมกับพี่แบรนก็เรียกว่าอาศัยใบบุญเขาไป
ระยะทางนั้นคร่าวๆแล้วลาดยางยาวเพียงเจ็ดกิโลเมตรเท่านั้นต่อจากนั้นก็ทางดินครับ
แต่ก็ใช่ว่ามันจะหมูสำหรับรถทั่วไปนะครับเพราะรถที่จะขึ้นได้แบบไม่พังแล้วกลับลงมาได้นี่ต้อง
4x4 เท่านั้น และแน่นอน รถของกลุ่ม
“รักษ์เขากระโจม” ทั้งร้อยยี่สิบคันเป็น
4x4 ทั้งหมด ว่าแล้วก็ลองนึกภาพ 4x4 ร้อยกว่าคันจอดเรียงแถวรอให้บริการในยามเช้าสิครับ คงจะเหมือนกองทหารร่างใหญ่บึกบึนไม่มีผิดเลย
ในช่วงแรกๆเจ็ดกิโลนั้นยังสบายครับเพราะถือว่าเป็นลาดยางยังสามารถนั่งแบบปล่อยมือคว้ากล้องมาถ่ายกันได้
ซึ่งพี่ที่นั่งหลังรถกับผมก็ไม่พลาดที่จะทำแบบนั้น
ผมเองก็เช่นกัน
ทางลัดเลี้ยวเคี้ยวคดไปตามสันเขาไต่ระดับความชันขึ้นไปเรื่อยๆ
บางขณะหูเริ่มอื้อ
ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับผม
การแก้ก็ง่ายๆแค่กลืนลมเข้าไปก็หายแล้ว ณ ชั่วเวลาหนึ่งบนทางลาดยางเบื้องช้ายมือเป็นกลุ่มควันกลุ่มหนึ่งลอยสูงขึ้นเป็นลำดับ
พี่ไก่จึงจอดรถเพื่อลงความเห็น
“นั่นอะไรอ่ะค๊ะ” พี่สาวแสนสวยหนึ่งในสามของผู้ที่มาบริจาคถามขึ้น
“ไฟป่าครับ แต่มันไม่น่าจะเกิดเพราะเย็นวานฝนลงไปแล้ว...” พี่ไก่ตอบในขณะที่ตากำลังจับจ้องมองกลุ่มควันไฟ
“ตรงไหนวะนั่น” ผมอุทานขึ้นลอยๆไม่ได้ต้องการหาคำตอบใดๆ
“หน้าผาถ้ำค้างคาว....เรียกศูนย์
ๆ ” พี่ไก่ตอบพร้อมกับยกวิทยุขึ้นแล้วพูดกรอกลงไป
“ชิบหายล่ะ” ผมพูดเพียงลำพังอยู่ในใจ ชั่วเวลาไม่ถึงครึ่งอึดใจที่พี่ไก่โต้ตอบกับศูนย์ประสานงานและทีมที่เข้าพื้นที่
ก็สรุปความได้ว่า
น่าจะมีคนเข้าไปจุดและคนยืนยันก็ไม่ใช่ใคร
โก๋วร
พรานใหญ่ถิ่นนั้นซึ่งน่าเชื่อถือได้
และในขณะนั้นมีกลุ่มอาสาเข้าสกัดกั้นไฟแล้ว
“ไปต่อกันเถอะ ” พี่ไก่ชวนพวกเราขึ้นรถ
เพื่อมุ่งสู่ยอดเขากระโจมต่อ
พวกเราจึงทยอยขึ้นรถโดยที่สายตายังไม่ละจากกลุ่มควันไฟ
รถเคลื่อนตัวออกไปอีกครั้ง เราสามคนหลังรถก็บิดคอตามเพื่อมองกลุ่มควันดังกล่าวคอแทบเคล็ด แต่แล้วมันก็ลับสายตาไป การเดินทางลึกเข้าไปเป็นลำดับ
สองฝั่งข้างทางบางจุดเป็นป่าไผ่ที่ใบแห้งซีดไปแล้ว
เป็นเชื้อไปได้อย่างดีทีเดียว
แต่บางจุดเมื่อลึกเข้าไปก็ยังมีความเย็นฉ่ำแผ่ออกมาให้เราได้สัมผัสกันอยู่บ้าง
ป่าแถบนั้นดูเขียวทมึนตา
บางช่วงบางตอนที่รถไต่ขึ้นทางชันๆแล้วทำให้เห็นภาพในมุมกว้างมันช่างสวยงามและตื่นตาเสียเหลือเกิน
แต่จะให้ผมคว้ากล้องออกมาถ่ายนั้นก็สุดความสามารถจริงๆ ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลุดจากถนนลาดยางมาแล้วนะครับ
ก็เลยต้องจับตัวรถไว้ให้มั่นมิเช่นนั้นอาจจะหงายหลังลงไปได้ในบางจุด
ผมเองก็ไม่สามารถที่จะคว้ากล้องขึ้นมาถ่ายได้เท่าใดนัก
แต่อีกด้านหนึ่งกลับไม่เป็นอุปสรรคอะไรเลย
ยังชูสองนิ้วหราถ่ายรูปได้สบายใจเฉิบ
ด้วยเหตุที่เส้นทางระยะนี้ถือได้ว่าเป็นเส้นทางที่ท้าทายยิ่งสำหรับสิงห์สี่ล้อ
ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรถที่ให้บริการถึงคิดค่าบริการถึง
1500 บาท ณ จุดนี้แล้วผมว่ามันยังน้อยไปกับความมันส์ที่ได้บวกกับค่าเสื่อมสภาพของรถด้วย
2000 ผมว่าถึงจะเหมาะนะครับสำหรับการขึ้นเขากระโจม
เวลาใช้ไปเท่าใดไม่อาจบอกได้เพราะมันเพลิดเพลินกับการเดินทางขึ้นมาเสียเหลือเกิน
เพลิดเพลินจนดูเหมือนว่าเวลามันล่วงไปเร็วมากๆ
แต่ในเวลาเดียวกันพวกที่ดับไฟอยู่เวลาพวกเขาอาจจะเดินช้ากว่าผมก็เป็นได้ ณ ตอนนี้เราได้ขึ้นมาถึง
ยอด
1000 แล้ว(ความสูงจากระดับน้ำทะเล) และเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดที่มีไว้สำหรับนักท่องเที่ยว
น่าเสียดายที่ผมขึ้นไปนั่นก็เที่ยงถ้าไม่ก็ใกล้เคียง
จึงไม่มีนักท่องเที่ยวหลงเหลืออยู่เลย
จะมีก็พี่ๆ
ตำรวจตระเวรชายแดนที่นั่งหงอยเหงาอยู่บนยอดเนินแห่งนี้ชั่วนาตาปีมาแล้ว
ผมใช้เวลาเดินรอบๆและเก็บภาพทิวเขาที่ทมึนอยู่ในทุกทิศทางไว้ ไม่นานนักก็เดินเข้ามาร่วมพูดคุยอยู่ใต้เพิงเล็กๆกับพี่ไก่และพี่
ตชด.
ท่านหนึ่ง พี่ไก่กำลังจัดแจงแก้วกระดาษออกวางและต้มน้ำเพื่อชงกาแฟให้กับพวกเรา
ซึ่งตรงนี้ในช่วงเวลาเช้าๆพี่ๆ
ตชด.
ก็จะมีกาแฟ
โอวัลติน
บริการให้แก่นักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาชมวิวเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นและเพิ่มความสุนทรีให้แก่นักท่องเที่ยว
แต่ราคานั้นผมไม่ทราบว่าเท่าไหร่เหมือนกัน
เต็มที่คงไม่เกิน
20 หรอกครับ...
การสนทนาเริ่มดำเนินไปเรื่อยๆตามประสาคนพึ่งเคยพบหน้ากัน
พี่ไก่นั้นเงียบและชงกาแฟของแกไปตามเรื่อง
คนอื่นๆก็เดินเก็บภาพอยู่รอบๆยังไม่ได้เข้ามา
ผม :: “เป็นไงบ้างพี่อยู่บนนี้เหงามั๊ย”
พี่ ตชด. :: “มันก็เหงานะเมื่อก่อนอยู่กัน
สี่สิบคนฐานเดียว
สนุก
เฮฮา
ตอนนี้แยกย้ายไปหมดแล้ว”
ผม :: “แล้วตอนนี้เหลืออยู่กี่คนครับ”
พี่ ตชด. :: “เหลืออยู่แปดคน
แต่เสาร์อาทิตย์เด็กๆมันก็ลงไปเรียนกันบ้าง
เราแก่ๆก็อยู่ฐานไป ดีหน่อยตอนเช้าๆได้คุยกับนักท่องเที่ยว
พอคลายเหงาได้บ้าง”
ผม :: “เอ้อ
แล้วมันมีนักท่องเที่ยวขึ้นมากางเต้นท์มั่งมั๊ยพี่....น่าจะเก็บเงินพวกเขานะ
สามสิบสี่สิบก็ยังดีพอได้ซื้อน้ำปงน้ำปลา
เหล้ายาปลาปิ้งมั้ง”
พี่ ตชด. :: “ไอ้มีน่ะมันมีอยู่หรอก
แต่เราเก็บเงินเขาไม่ได้
พอเรามีรายได้ขึ้นมานายไม่ชอบก็สั่งย้ายอีก
ก็เลยตั้งกล่องบริจาคไว้ตรงนั้นไง” พี่เขาตอบพลางชี้บอกให้ผมดู
ซึ่งผมก็เห็นว่าในกล่องนั้นมีแต่ไม่กี่บาทเท่านั้นเองในวันนี้
ผม :: “แมร่งยุ่งยากจริงๆเลยเรื่องพวกนี้.....แต่ก็พออยู่ได้ใช่ไหมพี่
แล้วได้ลงไปหาครอบครัวมั่งป่าวครับ”
พี่ ตชด. :: “มันก็พออยู่ได้นั่นแหละ
เงินเดือนบวกกับที่เขาบริจาคมาที่เป็นเงินส่วนรวม....ส่วนทางบ้านก็ลงไปเดือนละครั้งมั่งสองครั้งมั่ง เดือนไหนเด็กๆมันอยู่ฐานให้
เราก็อาจจะได้ลงบ่อย”
ผม :: “ อ่อครับ...
ป่าฝั่งโน้น(ฝั่งพม่า)มันดูทมึนดีจังเนอะพี่เนอะ”
พี่ ตชด. :: “ก็นั่นน่ะสิไม่เหมือนฝั่งเราเลย
กรอบหมดละ...ฝั่งโน้นเค้าปิดประเทศไงนี่ก็เพิ่งจะเปิดไม่ใช่เรอะ”
ผม :: “ใช่ครับพี่
พึ่งจะเปิดประเทศเนี่ยแหละ
อองซานกำลังจะพัฒนาแบบก้าวกระโดดซะด้วย
สงสัยไม่นานพี่กันมาเอาไปแน่ๆป่าผืนนี้
ไม่ก็พี่จีน ไม่รู้ใครจะได้ก่อน”
พี่ ตชด. :: “ก็คงจะอย่างงั้น....แต่ถ้าเป็นไปได้อย่าเลยดีกว่า
เพราะเราได้รับความเย็นยามเช้าจากฝั่งโน้น
เพราะฝั่งมันป่ามันยังอุดมสมบูรณ์ดีมากเลย
เห็นมั๊ยนั่น
ไฟปะทุมันยังไม่ไปดับเลย
เพราะมันจะดับเองด้วยความชื้นของป่า”
ผม :: มองตามที่พี่เขาบอก ซึ่งก็เห็นกลุ่มควันอย่างว่า “ดีจริงๆเลย...เอ้อแล้วนั่นฐานพม่าหรือพี่”
พี่ ตชด. :: “ใช่แล้ว
ฐานมันอยู่กันเยอะมากเพราะกลัวกะเหรี่ยงบุกยิง นั่นต่ำลงมาก็ฐานย่อยเราอยู่กันไม่กี่คนหรอก
นักท่องเที่ยวเข้าได้แต่ห้ามผู้หญิง”
ผม :: “อ้าวทำไมล่ะพี่” ผมถามอย่างอดที่จะสงสัยไม่ได้
พี่ ตชด. :: “ปีๆนึงมันเจอผู้หญิงซะที่ไหนเล่า ชะนีมันยังว่าสวยเลย ขืนสาวๆเข้าไปฐานเราตรงนั้น
มันอดใจไม่ไหวขึ้นมาล่ะทำไง
ปัญหาระหว่างประเทศเลยนะนั่น”
ผม :: “ฮ๊ะ
ฮ่า ชะนียังว่าสวย อะไรมันจะปานนั้น....เอ้า
แล้วมันไม่กลับบ้านช่องรึไงไอ้พวกนี้”
พี่ ตชด. :: “ก็แค่ปีละครั้ง
บางทีก็อาจจะไม่ได้กลับเลยก็ได้
การส่งเสบียงก็ปีละครั้งเหมือนกัน
มากันขบวนใหญ่ ก่อนจะมานี่มันก็จะเผาป่าล่วงหน้ามาด้วยนะเพื่อเปิดให้มันโล่ง
ไม่งั้นโดนกะเหรี่ยงบุกยิงเอาได้ง่ายๆ”
ผม :: “อ้าว
แล้วทำไมกะเหรี่ยงต้องไปยิงพวกมันด้วยล่ะครับ” ผมถามอย่างอยากรู้
พี่ ตชด. :: “อธิบายยาก
มันก็เหมือนกับที่เราต้องกินข้าวทุกวันนั่นแหละ
พวกมันก็ต้องยิงพม่าทุกวันถ้ามีโอกาส
โป้งเดียวโดนไม่โดนมันก็เอา เพราะเมื่อก่อนมันก็โดนพม่าทำไว้เยอะ
นั่นไงหมู่บ้านกำมะปอหรือกะเกรี่ยงลิ้นดำก็อยู่ตีนเนินนี่เอง
ต้นเหตุ
ก๊อด
อาร์มี่เลยไม่รู้เหรอ” พี่เขาบอกพร้อมกับเบือนหน้าบอกทิศทาง
ผม :: “เอ้าจริงดิพี่...ไอ้ก๊อดอาร์มี่น่ะรู้
แต่ไม่รู้ว่าไอ้หมู่บ้านต้นเหตุมันอยู่ตรงนี้
แล้วตอนนี้ยังอยู่ป่าว”
พี่ ตชด. :: “เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว
มีอยู่ไม่กี่หลังก็ทำอะไรไม่ได้หรอก
อยู่ไปวันๆแค่นั้นเอง”
การสนทนาเงียบลงครู่หนึ่งเพราะพี่ๆที่มาบริจาคกำลังเดินเข้ามาที่เพิงพักที่ผมพี่ไก่และพี่
ตชด.
พักหลบแดดอยู่
เมื่อเข้ามาถึงการสนทนาก็เริ่มขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้ผมเงียบเพราะผมคุยไปหมดแล้ว
ก็ได้แต่จิบกาแฟร้อนท่ามกลางไอร้อนไปเงียบๆ
ฟังพวกพี่ๆเขาคุยกัน
ซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องป่าเขา
ที่เสื่อมโทรมรวมไปถึงพวกเจ้าใหญ่นายท่านอยู่ดีนั่นแหละครับ
เราเดินทางกลับลงมาถึงเวลาบ่ายโมงเศษ
รถจอดส่งพี่ๆที่ร้านลุงเกียรติ
แล้วพวกเขาก็เดินทางกลับทันทีเพราะตรงนั้นก็ไม่มีใครอยู่แล้ว
น้าโต้งก็หายไป
ผมกับพี่แบรนก็เลยเดินกลับมาที่บ้านน้าโต้งนอนเปลคุยกันไปเรื่อยๆเพื่อฆ่าเวลา
ซึ่งตอนนั้นผมก็เผลอหลับไปด้วยความล้าจากพิษไข้แต่คงไม่นานนัก บ่ายสองเล็กน้อยพี่แบรนปลุกผมขึ้นเพื่อที่จะบอกลากลับเนื่องจากมีธุระต้องไปทำ
กว่าจะแยกย้ายกันก็บ่ายสามเข้าไปแล้ว
หลังจากที่พี่แบรนจากไปได้ไม่นาน
ครูปุ้ม(แฟนน้าโต้ง
ทราบชื่อจากโซ)และลูกสาวตัวน้อยสองคน
ก็เดินทางมาถึงที่
ผมเองเวลานั้นก็ไม่รู้จะทำยังไงหรือจะไปไหนเหมือนกัน
ก็เลยลุกเดินสวนทางเข้าไปตอนที่ครูปุ้มลงจากรถ
“สวัสดีครับ” ผมกล่าวทักทาย
“ค่ะ น้าโต้งไปไหนล่ะเนี่ยทำไมอยู่คนเดียว” ครูปุ้มถาม
“อ๋อ น้าโต้งขึ้นไปดับไฟตั้งแต่เกือบเที่ยงแล้วครับ
ส่วนผมพึ่งลงจากเขากระโจมกับพี่ไก่
เลยไม่ได้ตามตูดไป” ผมอธิบายให้ฟัง ครูปุ้มพยักหน้าให้ก่อนที่จะยกของเข้าบ้านพร้อมกับเด็กๆ
ตอนนั้นผมก็เลยตัดสนใจเดินออกมาจากบ้านมุ่งหน้าสู่ฐานจ่ายงานที่พี่กวางเป็นผู้ประสานงานอยู่
ทั้งๆที่ไม่รู้แน่ชัดว่าอยู่จุดไหน
กะเอาว่าเดินไปแล้วค่อยถามชาวบ้านแถวนั้นเอาแล้วกัน
ผมก็เลยออกเดินไปเรื่อยตามไหล่ทาง ระยะทางคร่าวๆน่าจะสองกิโลเมตรกว่าๆไม่น่าจะถึงสาม
ไม่มีรถผ่านไปมาเลยอาจจะเป็นเพราะช่วงเย็นนักท่องเที่ยวไม่นิยมขึ้นเขากระโจมกัน
จะมีก็แต่ชาวบ้านที่ขี่ผ่านไปมาแต่ก็นานๆครั้ง เวลาผ่านไปพักใหญ่ผมเดินมาตามทางถึงเนินลูกหนึ่งสองฝั่งเป็นหน้าผาหินสูงชันอันเนื่องมาจากการตัดเขาเพื่อทำถนน หญิงพม่าสองคนท่าทางเหมือนจะเมา
เดินคุยเฮฮาโล้งเล้งสวนทางมา
พอผมเห็นผมก็ชะงักกึกทันทีด้วยความแปลกใจ
“มาจากไหนวะ” “กูจะคุยกับเขารู้เรื่องไหมเนี่ย
จะถามทางยังไง” “นี่กูกำลังเดินเข้าหมู่บ้านพม่าหรือเปล่า” ผมยืนนิ่งงันอยู่ แต่แล้วก็โล่งอกทันที่ที่มีผู้ชายสองคนขี่มอไซค์มาทางด้านหลังผมสองคัน
แวะรับสองคนนั้นไปด้วย
ผมจึงเดินต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่สู้จะมั่นใจนักว่าจะไปเจอฐานจ่ายงานของเราหรือไม่
เสียงรถยัง ป๊อด ๆ แว่วใกล้เข้ามาทางด้านหลัง
และใกล้เข้ามาเป็นลำดับ
ฟังก็รู้ว่านั่นเป็นเสียงรถที่สภาพไม่สู้จะดีนักแต่ก็พอขี่ได้
“ไอ้หนุ่ม จะไปไหน” ชายวัยผู้ใหญ่ที่ขี่รถมานั้น
จอดข้างๆและถามผมด้วยสำเนียงที่ไม่ชัดนักฟังก็รู้ว่าเป็นพวกพม่าหรือกะเหรี่ยงที่ข้ามมาอยู่ฝั่งนี้ ผมผงะหน้านิดหน่อยจากกลิ่นเหล้าที่ฉุนแรง....แม่งเมานี่หว่า
!!!
“ไปศูนย์จ่ายงานครับ ที่พวกเขาดับไฟป่ากันน่ะ” ผมตอบเสียงดังกลัวว่าเขาจะไม่ได้ยิน
เพราะเมา
“อ๋อ บ้านอาจารย์น่ะรึ
ไปๆขึ้นมาเลย” เขาบอกพร้อมกับเอี้ยวตัวมานิดหนึ่งฟาดมือลงเบาะ
พับ
พับ
!!
“อาจารย์ไหน ใช่ที่เดียวกันรึเปล่าลูกพี่” ผมถามอีกครั้งเพราะไม่แน่ใจ
“อาจารย์วรไง” เขาตอบ เมื่อได้ฟังดังนั้นผมก็ซ้อนท้ายทันที
รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
เซซ้ายที
ขวาที
จนผมรู้สึกหวั่นๆว่าผมเอาชีวิตมาทิ้งหรือเปล่านี่
“อยู่ไกลไหม” ผมถาม
“ไม่ไกลหรอก อีกกิโลแม้ว” เขาตะโกนมา
“แล้วไอ้กิโลแม้วนี่มันกี่กิโลไทย” ผมถามอย่างนึกสนุก
“ไม่รู้เหมือนกัน แถวนี้ไม่มีแม้วซะด้วยมีแต่กะเหรี่ยงกับ
พม่า” ผมไปต่อไม่เป็นก็เลยได้แต่เงียบและจับรถไว้แน่น
“พี่ วันนี้ไม่ขึ้นไปดับไฟเหรอ” ชายผมยาวหยิกคนหนึ่งถามผมขณะที่รถแล่นผ่าน
จำได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ผมเดินขึ้นเขามาด้วย
“ไม่ได้ไปครับ ..ขึ้นเขากระโจมมาลงมาก็ไม่ทันแล้ว” ผมตะโกนตอบไป
“เอ้า ถึงแล้วบ้านอาจารย์วร” โชเฟอร์ขี้เมาจอดรถ
หน้าบ้านหลังคาต่ำๆหลังหนึ่ง
ผมลงมายืนตระหง่านมองซ้ายขาวเพื่อหาคนที่รู้จัก ข้างบ้านหลังนั้นเป็นร้านยาดอง
หญิงชราสองคนนั่งอยู่หน้าบ้านและคุยกับอย่างสนุกด้วยภาษาของพวกเขา
เท่านั้นผมก็รู้ทันทีว่า
ผมอาจจะหาคนที่รู้จักไม่ได้เลย ส่วนชายคนที่มาส่งผมนั้นก็หันไปส่งภาษาของเขากับชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ผมนิ่งไปเพื่อรอบางสิ่งบางอย่าง
“อาจารย์ไม่อยู่ ขึ้นไปดับไฟ” เขาหันมาบอกผม
หลังจากคุยสอบถามกับเพื่อนบ้านลุงวรอยู่ครู่หนึ่ง
“ผมรู้แล้ว แล้วฐานจ่ายงานอยู่ไหนล่ะครับ” ผมถามถึงฐานจ่ายงาน
“เอ เดี๋ยวๆโทรหาอาจารย์ก่อน” พูดพลันก็ควักโทรศัพท์ขึ้นมาโทร
อึดใจเดียวเท่านั้น
“อะโหลๆ อาจารย์
มีพี่เขาจะตามขึ้นไปบนเขาเนี่ย
จะให้ไปส่งไหน” เขากรอกลงไปในโทรศัพท์ ซึ่งผมก็หันควับไปมองทันมี
เพราะผมไม่ได้จะขึ้นเขาซะหน่อย
หาเรื่องให้ผมแล้วไหมล่ะพี่ครับ
4x4 โตโยต้า คันหนึ่งวิ่งใกล้เข้ามาและตีไฟเลี้ยว
ผมมองตามรถนั้นทันทีที่เห็นแต่ไกล
พอรถเข้าเทียบ
กระจกฝั่งข้างคนขับก็ลดลง ลุงเกียรตินั่นเองครับ
“ลูกพี่ๆ ไม่ต้องแล้ว
เดี๋ยวผมไปแล้ว...” ผมบอกพี่ชายที่กำลังคุยกับโก๋วรอยู่
“โหลๆ ไม่ต้องแล้วพี่เขามีคนมารับแล้ว” เขาบอกโก๋วร
หลังจากที่หันมามองผม
ผมขึ้นมานั่งข้างลุงเกียรติอย่างโล่งอก
ก่อนที่จะคุยกับลุงเกียรติต่อไป
ผม :: “วู๊
กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง”
ลุงเกียรติ :: “เจอขี้เมาเข้าล่ะสิ”
ผม :: “ขี้เมาก็ใช่อยู่
แต่แถวนั้นกะเหรี่ยง
พม่าเพียบเลย
ไม่รู้จะถามใครดีว่าฐานอยู่ไหน”
ลุงเกียรติ :: “อ๋อจะมาฐานเหรอ
แล้วทำไมไม่มากับตาไก่ล่ะ”
ผม :: “ก็ไม่รู้น่ะสิ
ลงมาจากเขากระโจม
เห็นพี่ไก่เงียบๆไม่ว่าอะไรผมก็เลยเดินกลับไปบ้านน้าโต้ง”
ลุงเกียรติ :: “มันลงมาส่งพวกบริจาคของแล้วมันก็ขึ้นเขา”
ผม :: “อ้าว....แล้วนี่เราจะไปไหนกัน”
ลุงเกียรติ :: “เดี๋ยวเราจะไปรับพวกเขาออกมาจากป่า
ดับกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
ผม :: “อ๋อครับ” ผมขยับดูนาฬิกาที่ข้อมือก็สี่โมงครึ่งเข้าไปแล้ว
จากนั้นผมก็คว้ากล้องขึ้นมาถ่ายวิดิโอ
ส่วนลุงเกียรติก็วิทยุสื่อสารกับศูนย์และอาสาในพื้นที่เป็นระยะๆ
ผมนั่งถ่ายวีดีโอไปด้วย
อีกมือหนึ่งก็จับที่จับบริเวณเหนือหัวไว้ด้วย
เนื่องจากรถมันโคลงเคลงๆอยู่ตลอดเวลา
ประมาณเกือบห้านาทีที่นั่งหัวสั่นหัวคอนอยู่ในรถ
รถก็ลงมาถึงจุดนัดหมายแล้ว
โดยมีรถ
4x4 ของพี่ๆในกลุ่ม จอดรออยู่แล้วสองคัน ส่วนเจ้าของรถก็ง่วนอยู่กันการซ่อมแคร่ตัวหนึ่งอยู่
ผมจึงเดินเข้าไปคุยด้วย
“ทำไรอยู่พี่” ผมถาม
“ซ่อมแคร่” พี่คนหนึ่งว่าขณะที่กำลังใช้เถาว์ไม้เส้นเล็กๆมัดอยู่
“เอาไว้ทำไมครับ” ผมถามด้วยความสงสัย
เพราะกลางป่าแบบนี้จะมีแคร่ไว้ทำไม
“เอาไว้นอนเล่นนี้แหละ แต่จริงๆแล้วพวกหาหน่อไม้ช่วงหน้าฝนมันทำไว้”พี่เขาตอบพร้อมกับเอนตัวลงนอน
“ว่าไปแล้วช่วงฤดูฝนเราน่าจะเอาน้ำมันมาขายตรงนี้นะ” พี่ทัยพูดขึ้น
ซึ่งผมเองก็สุดจะเดาว่าทำไม
“ขายทำไมพี่ เพราะพวกที่เขามาเขาก็ต้องเติมเต็มถังอยู่แล้ว” ผมถาม
“เอ้า..เราก็เจาะน้ำมันมันไง
ยังไงมันก็ต้องซื้อเรา
แล้วคิดดูช่วงฝนนะ
มาเป็นร้อยคัน
รวยเละ” พี่ทัยตอบหน้าตาเฉย เพื่อนๆพี่ๆที่อยู่กันตรงนั้นก็หัวเราะลั่นป่า แหม เขลาจริงๆเลยผม ว่ามั๊ย??
“แหม น่าจะมียาพิษสักขวดสองขวดนะ
คงจะดี
บรรยากาศกำลังให้พอดีเลย” พี่ทัยว่ามาอีก
แต่ผมเงียบไม่ปลิปากเพราะกลัวจะปล่อยไก่
ทั้งๆที่ก็สงสัยว่าอะไรคือยาพิษ
“จะไปยากกะไร ก็วอไปบอกให้เขาเอามาให้สิ
ตาอั๋นกำลังขึ้นมาอยู่ไม่ใช่รึ” พี่ท่านหนึ่งเสนอมา
“เออใช่ๆ งั้นมึงไปวอสิ
ความคิดมึงไม่ใช่หรือ
เอาลีโอสักสามขวดก็พอ” พี่ทัยบอก
“กูอีกละ” พี่คนที่เสนอความคิดเห็นว่า
ก่อนที่จะเดินส่ายหัวน้อยๆไปที่รถแล้วคว้าวอมาสั่งยาพิษ
ผมผละออกจากกลุ่ม
เดินเล่นไปรอบๆก่อนที่ความมืดเข้าครอบงำเพื่อชมนกชมไม้ไปตามเรื่อง
ตอนหนึ่งที่ผมเดินมาหยุดอยู่หน้ารถคันหนึ่งและก้มลงมองด้วยความสงสัยว่าอะไรมันติดอยู่ที่กันชนหน้ารถ
ผมลูบๆคลำๆอยู่จึงรู้ว่ามันคือที่เปิดขวดแบบฝาจีบ
ผมจึงมองมายังกลุ่มที่พี่ทัยยืนคุยอยู่สายตาเหมือนกำลังจะถาม
พี่ทัยก็ตอบสวนมา
“ถ้าสงสัยก็ลองซื้อเบียร์มาสักสองลังดูสิ
แล้วเปิดให้หายสงสัยกันไปเลย.....พี่ขโมยมาจากโรงแรมเห็นมันสวยดี
พอมารู้ทีหลัง โอ้โห
โคตรแพงเลย”
“จะไม่ให้แพงได้ไงพี่ นี่มันของเก่านะเนี่ย....แหมถ้าจะขี้เมาน่าดูเลยนะพี่”ผมตอบ
พร้อมแหย่เล็กน้อย
“ต่างจากเอ็งซะเมื่อไหร่ ...ได้ข่าวว่าเมื่อวานหนักนี่” ผมหันขวับกลับมาพร้อมกับเดินต่อทันที ผมกำลังเดินเงยหน้าชมไม้อยู่เพลินๆ
ก็ต้องสะดุ้งและชะงักนิดๆด้วยเสียงทัก
จากนั้นจึงมองตามเสียงไป
“เป็นไงพี่ ไม่ขึ้นเขาหรือวันนี้
แล้วเป็นไงบ้างเมื่อวานเกือบตายไม่ใช่รึ” อาสาหนึ่งในสองคนที่นั่งเงียบๆหลบอยู่ท้ายรถถามผมด้วยหน้ายิ้มๆ
“วันนี้มาไม่ทันพี่ ขึ้นเขากระโจมกับพวกบริจาค
ลงมาก็ขึ้นเขากันหมดแล้ว
อีกอย่างไม่เข้าใจกันด้วยเพราะพี่ไก่ก็ไม่ได้บอกอะไรผม
ส่วนไอ้เรื่องขึ้นเขานี่ก็เล่นเอาขาสั่นเลยครับเมื่อวาน
ไม่เคยเดินมาก่อนนี่หน่าเคยแต่นั่งรถขึ้นเขาเข้าสู่จุดหมายเลยไม่ได้เดินเป็นชั่วโมงแบบนี้” พี่เขาฟังผมก่อนที่จะยิ้มออกกว้างๆแล้วพูดมาอีก
“แบบนี้แหละครับ อีกหน่อยก็ชินเองแหละ”
“ครับผม...แต่ผมว่ามันสนุกดีเหมือนกันนะ
เมื่อเดินมาถึงแล้วเริ่มกวาดไม่เหนื่อยเลยเพลินซะอีก”ผมคุย
“ใช่ เพลินแล้วลืมเหนื่อย
แถมถ้าเจอไฟล้อมนะโคตรมัน
วิ่งหนีไฟไป
หันมากวาดแนวไป
มันมาก” จากนั้นพี่เขาก็เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ไฟล้อมเมื่อวานนี้
เนื่องจากมองไม่เห็นแนวไฟทางอื่นและเพลินไปหน่อย
มันเลยล้อมหน้าล้อมหลังเอา
แต่ดีว่าหนีออกมาได้
ไม่งั้นคงกลายเป็นหมูรมควันไปแล้ว
นานเท่าใดไม่ทราบที่ผมลงมาถึงจุดนัดพบและรอทีมที่เข้าไปดับไฟ
ความมืดได้คืบคลานเข้ามาแล้ว
เกือบจะเรียกได้ว่ามืดสนิทกันเลยก็ว่าได้ พี่คนหนึ่งว่าจะก่อไฟเพื่อให้แสงสว่าง
แต่ก็ไม่จำเป็น
เพราะหัวแถวเริ่มโผล่มาทีละคนๆ
เมื่อมาถึงต่างคนก็ต่างวิ่งหาน้ำอย่างหิวกระหาย
ผมซึ่งยืนอยู่เงียบๆใกล้รถพี่อั๋นก็ยกน้ำทยอยออกมาทีละแพ็คๆ
เพื่อให้พี่ๆทหารอาสากับชาวบ้านได้ดื่มกินอย่างครบถ้วน
ประมาณสิบห้านาทีตั้งแต่หัวแถวมาถึง
ต่างก็นั่งพักจิบน้ำไป
ส่วนหลังที่ตามมาก็ดื่มน้ำดื่มท่า
ล้างหน้า บ้างก็เทน้ำลาดตัวเพื่อเรียกความสดชื่น
“ไป ไปหาอะไรกินกัน” เสียงน้าโต้งว่า
และทุกคนก็รีบขึ้นจับจองที่บนหลังรถทั้งสี่คันจนเต็มในเวลาไม่ถึงนาที
ผมนั่งอยู่หลังรถพี่อั๋นร่วมกับทหารและนักข่าวช่องเจ็ดเงียบๆ
ทหารเเรกๆที่ขึ้นมานั่งก็เงียบอยู่พักหนึ่งสงสัยจะเหนื่อยกัน
แต่พอรถเริ่มขึ้นทางเลียบ ได้รับลมกันนิดหน่อยก็เริ่มคุยกัน
ทหารส่วนใหญ่ที่มาคันเดียวกับผมเป็นชาวอีสานทั้งหมดเพราะต่างพูดภาษาถิ่นได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อได้ยินดังนั้นแล้ว ผมเองก็
ลาว
เหมือนกัน
ก็เลยผสมโรงไปด้วยเลย
ช่วยให้การสนทนาหลังรถเป็นไปอย่างครื้นเครง
ส่วนทางพี่นักข่าวนั้นพูดไม่ออกครับ
หอบลูกเดียว
รถทั้งหมดเลี้ยวขึ้นเนินสำหรับสังเกตการณ์
ซึ่งผมเองก็
งง
ๆ ว่าทำไม ไหนบอกว่าจะไปหาอะไรกินกัน
แต่เมื่อรถทั้งหมดขึ้นมา
ก็ได้ความว่า
มีไฟปะทุขึ้นอีกด้านหนึ่งของเขาถ้ามองจากจุดที่ยืนอยู่นั้นจะไม่เห็น
แล้วตอนนั้นก็มีอาสาในพื้นที่เข้าไปดับไปแล้ว
ได้แก่
เก้
ณรงค์
โซ
วินัย
บอล
และเต้
จำนวนหกคนซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเด็กหนุ่มกำลังดีและชำนาญพื้นที่กันทั้งนั้น พวกเราต่างก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากให้กำลังใจและเฝ้ารออย่างใจจดจ่อ
ตอนนี้เหล่าอาสาที่ทำหน้าที่ประสางานอยู่ศูนย์ประสานงานด้านล่าง(จุดหมายที่ผมจะเดินไปนั่นแหละครับ)
ได้ขึ้นมารวมอยู่บนเนินนี้ด้วยกันทั้งหมดแล้ว
“บอล น้อง” เสียงพี่กวางเรียกบอล
ผ่านวิทยุ
“ครับพี่” เสียงบอลเล็ดออกมา
“เป็นไงบ้างน้อง เข้าถึงยัง” พี่กวางถามไปอีก
“ยังครับพี่ ใกล้ถึงแล้ว
เห็นไฟแล้ว” บอลตอบมาอีก
“โอเคน้อง พวกเรารออยู่สู้ๆ
ไม่มีใครหนีกลับก่อนพวกเรายังรอน้องอยู่
เราจะกลับด้วยกัน....เลิกกัน” พี่กวางพูดเป็นประโยคสุดท้าย
หลายๆคนกำลังนั่งพักผ่อนกัน
บ้างก็นั่งหลังรถ
บ้างก็นั่งฝากระโปงรถ
ยืนสูบบุหรี่คุยกันบ้างอะไรบ้าง
ส่วนทหารอาสานั้นต่างก็จ้วงข้าวกล่องอย่างไม่รู้รสเพราะข้าวมันเย็นไปแล้วตั้งแต่เที่ยง
แต่ด้วยความรีบไม่มีใครได้กินสักรายต่างจับยัดไว้ในเป้ก่อน
ผมเองก็ยืนคุยอยู่กับโก๋วรเพื่อฆ่าเวลา
ซึ่งก็ใกล้ๆกับรถของพี่กวางผมจึงหันคุยได้ทั้งสองทาง
“ไฟยังไม่ดับใช่ไหมพี่” ผมถามพี่กวางที่นั่งอยู่ในรถ
“ใช่ๆ มันพึ่งปะทุขึ้นตอนเราออกมา
ไอ้บอลกับพวกออกไปดับแล้ว
อึดจรึงๆไอ้พวกนี้
ออกมาแล้วรอบนึงกลับเข้าไปอีกแล้ว”
“อ้าว นี่กลับเข้าไปรอบสองเหรอ”
“ใช่น่ะสิ...อึดมากๆ
สมแล้วที่เป็นเด็กพื้นที่” พี่กวางตอบ
...แล้วต่างก็เงียบไป ตาจับจ้องมองออกไปทิวเขาที่นิ่งทมึน
มีบางจุดที่มีเปลวไปแดงวาบเป็นจังหวะ
ซึ่งมันก็ไม่อันตรายเพราะเป็นแค่ไฟไหม้ตอ(ความรู้ที่ได้รับจากคนพื้นที่)
“แน่ใจหรือลุงว่ามันไม่ลาม” ผมถามลุงวร
“ไม่ลามหรอกเพราะไฟได้ผ่านมันไปแล้ว
มันจะเอาที่ไหนมาลามล่ะ” แกตอบด้วยน้ำเสียงปกติ
แสดงว่าไว้ใจได้จริงๆ
เวลาล่วงเลยผ่านไปเป็นลำดับ
ทุกคนคุยกันเบาๆ
เหล่าทหารได้ขอตัวกลับไปแล้วเหลือแต่เหล่าอาสาในพื้นที่เท่านั้น
จากนั้นพวกเราก็ต้องตื่นเต้นกันอีกทีเพราะพี่อั๋นได้มาเฉลยเอาว่า
บ่ายวันนี้เจอผู้สงสัยสองคนในป่าขณะที่ชุดอาสาเดินขึ้นไปเพื่อดับไฟ
ซึ่งตอนนั้นพี่อั๋นก็ได้ถ่ายวีดีโอไว้เสียด้วยโดยที่มีน้าสุเทพเป็นคนพูดคุย
จากในวีดีโอผู้ต้องสงสัยเป็นคนในพื้นที่
อ้างว่า
ตาน้อย
จ้างให้ขึ้นไปดูต้นผึ้ง
ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้ปักใจเชื่อแม้แต่น้อย และยิ่งไม่เชื่อหนักเข้าไปอีกเมื่อโก๋วรบอกมาว่า
“ตาน้อยน่ะเหรอให้ไปดูต้นผึ้ง
ผมไม่เชื่อหรอกเพราะตาน้อยไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน
ไม่เคยเอาน้ำผึ้งมาขายเลยสักครั้ง” จากนั้นทุกคนก็ดูเหมือนจะมีประเด็นในการพูดคุยเพื่อฆ่าเวลาแล้วล่ะครับ
ต่างคนต่างจับคู่
จับกลุ่มคุยในประเด็นนี้
บางคนก็กำลังมุงดูวีดีโอที่พี่อั๋นได้บันทึกไว้
ส่วนผมก็ยังยืนอยู่ข้างรถพี่กวาง
คุยกับโก๋วรไปเรื่อยเปื่อยเรื่องการเดินป่าสมัยหนุ่มบ้าง
เรื่องว่าจะทำยังไงถึงจะอนุรักษ์ป่าผืนนี้ไว้ได้บ้างซึ่งก็ทำให้ผมรู้ว่า
โก๋วรนี่ก็
คนจริงคนหนึ่งเหมือนกัน!!
“เป็นยังไงบ้างบอล” พี่กวางถามไปหลังจากเว้นระยะไปนาน
ซึ่งตอนนั้นก็ทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว
“กำลังลงไปพี่
เรียบร้อยแล้วปลอดภัย...เตรียมเบียร์ไว้ได้เลย
สามขวด” บอลตอบมา
“ได้เลยน้อง
ถ้ามาถึงในห้านาที
เอาไปสามลัง” พี่กวางยื่นข้อเสนอ
ทุกคนที่ได้ยินก็ร้องโห้
“มันจะทันเรอะ”
“โหพี่ ห้านาที ต่อเวลาให้หน่อยสิ
ครึ่งชั่วโมงไป” บอลต่อรอง
“เออ
รีบมาๆ
พวกเราทุกคนรออยู่” พี่กวางพูดเป็นประโยคปิดท้าย
ทุกอย่างเงียบสงัดมีเพียงการพูดคุยเบาๆเท่านั้นดูเหมือนว่าทุกคนกำลังรอการกลับมาและการรายงานผลของการดับไฟจากปากของเด็กๆกลุ่มนั้น
ซึ่งก็เกือบจะครึ่งช่วงโมงก็มีเสียงแว๊นซ์ภูเขาแว่วมาแต่ไกลจำนวนสี่ถึงห้าคัน
และมันก็จริงตามคาดพวกเขามาถึงแล้ว
เสียงปรบมือต้อนรับเกรียวขึ้นตั้งแต่คันแรกที่โผล่ขึ้นมาบนเนินยาวไปจนคันสุดท้าย
เสียงตะโกนรายงานผลและถามกันแซดฟังแทบไม่ได้ศัพท์
“พี่อั๋น มีบุหรี่ไหม
ขอหน่อย” บอลเมื่อจอดรถได้ก็เดินไปหาพี่อั๋นทันที
“แหม มาถึงก็อัดบุหรี่เลยนะพวกมึง
ไปเอาไปหมดนั้นแหละแบ่งกัน” พี่อั๋นพูดด้วยน้ำเสียงเล่นๆกับน้อง
แล้วยื่นซองบุหรี่ให้บอล บอลก็แจกจ่ายบุหรี่ให้เพื่อนในกลุ่มที่ขึ้นไปดับไฟสูบกันอย่างมีความสุข
ซีดซ๊าดกันสบายใจ
ประมาณเกือบสิบนาทีที่ทุกคนต่างดีใจและพูดคุยกันอย่างมีความสุข ส่วนอาสาดับไฟชุดสองก็สูบบุหรี่เสร็จพอดีก็เริ่มรายงานผลต่างๆให้ทุกคนได้ฟังโดยเฉพาะน้าโต้งที่รอฟังอย่างตั้งใจ
หลังจากที่กระจ่างทุกอย่างแล้วต่างก็เหมือนยกเขาออกจากอก “ไปๆไปบ้านผมกัน” น้าเกียรติพูดขึ้นพลางกวักมือให้ทุกคนขยับกาย “แหม..ม...ม รีบเสนอตัวเชียวนะบ้านตัวเองขายของนี่
หัวหมอจริงๆ” พี่อั๋นแซวอย่างรักใคร่ แล้วทุกๆคนก็หัวเราะกันออกมาได้ครืนใหญ่
ก่อนที่จะแยกย้ายขึ้นรถเพื่อลงไปรวมตัวกันอีกครั้งที่บ้านน้าเกียรติซึ่งเป็นร้านขายของ แน่นอนเหล้า เบียร์
เพียบ
!!!
เมื่อทุกคนมาถึงบ้านลุงเกียรติแล้วซึ่งก็เป็นร้านขายของเล็กๆมีเหล้าเบียร์บุหรี่ขายตามปกติ ผม โซ
ณรงค์ (น้องชายโซ) วินัย(น้องเขยโซ)
เต้
และบอล
ส่วนเก้นั้นขอตัวกลับบ้านโดยไม่ได้แวะเข้ามาหาเราเลยแต่บอกผ่านโซมา
เราทั้งห้านั่งโต๊ะเดียวกันซึ่งก็ถือว่าเป็นกลุ่มเด็กๆด้วยกันทั้งหมด อีกโต๊ะหนึ่งก็เป็นโต๊ะฝ่ายผู้ใหญ่ซึ่งจำนวนเกือบสิบเห็นจะได้ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก
เพราะตั้งแต่ก้นผมแตะเก้าอี้
เบียร์ก็เข้าปากก่อนข้าวจะมาเสียอีก
ทางโต๊ะน้าโต้งนั้นก็กิน
Blend
285 ส่วนโต๊ะเด็กๆนั้น LEO แน่นอนของชอบเลยทีเดียวล่ะครับในยามเหนื่อยๆแบบนี้(ยกเว้นผม)
ถ้าได้เบียร์เข้าปากสักคำ
เนื้อเบียร์นุ่มละมุนลิ้น
ยิ่งถ้าใส่แก้วที่พอเหมาะน้ำแข็งสักสองก้อนด้วยแล้วล่ะก็
ไม่มีขม
หอมเหมือนกลิ่นข้าวจางๆ
หวานนิดๆ
มันหน่อยๆ
เหมือนกินถั่วลิสงยังไงยังงั้นเลยครับ
“เอ้าพวกเรา กินข้าวกันดีกว่า...ไหนดูสิกี่คน” น้าโต้งลุกขึ้นยืนพูดหันนับซ้ายขวาแล้วก็ตะโกนสั่งอาหารจานด่วนจากร้าน
ครัวม่อนไข่ ซึ่งก็เป็นร้านอาหารชื่อดังในแถบสวนผึ้งร้านหนึ่งเลยทีเดียวครับ
ทั้งสองโต๊ะ
เหมือนถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
ผู้ใหญ่ก็คุยกันไปเบาๆซึ่งผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจจะไปเงี่ยหูฟังเท่าใดนักเพราะมันก็เริ่มตึงๆแล้ว
ส่วนโต๊ะผมนั้นก็คุยเรื่องการขึ้นไปดับไฟวันนี้เช่นกัน
ปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ
ความสนุกสนานขณะที่ดับไฟ
ใครปล่อยไก่
เรียกเสียงหัวเราะกันยังไงก็เอามาเล่าสู่กันฟัง
โดยส่วนใหญ่แล้วช่วงแรกๆผมเองซึ่งเป็นคนนอกจะเป็นฝ่ายถามเสียมากกว่า
ในค่ำคืนนี้เราขาดพี่วา
พี่เชาว์
และพี่โก๋ไป
เพราะขึ้นไปนอนบนยอดเขาแหลม
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาทั้งสามนั้นเป็นยังไงกันบ้าง
ป่านนี้คงจะนั่งก่อไฟให้ไออุ่น
และคุยกันถึงเรื่องต่างๆเหมือนๆพี่พวกเราข้างล่างคุยกันอยู่นี่ล่ะมั้ง
ถามว่าทำไมผมถึงเดาว่าเขาคงพูดคุยเรื่องเดียวกับเรา
คำตอบง่ายๆก็คือเราทุกคนที่มานี่
“มีหัวใจดวงเดียวกัน” ยังไงล่ะครับ นี่ถ้ามีพี่โก๋อยู่ด้วย บรรยากาศคงจะคึกครื้นกว่านี้เพราะถ้าได้เหล้าเข้าปากแล้วล่ะก็
รักสนุก
อยากให้คนอื่นมีความสุข
หัวเราะได้ครับสำหรับชายคนนี้...ว่าไปแล้วผมก็คิดถึงแกจริงๆ
“มาแล้วจ้า ข้าวกระเพราหมูไก่ใส่ใจใส่รักสำหรับวีรบุรุษมาแล้ว
จานโตแต่ราคาธรรมดาเลยนะ” พี่สาวคนหนึ่งยกถาดออกมาเสิร์ฟซึ่งในถาดนั้นก็มีข้าวอยู่หกจาน “โต๊ะไหนก่อนเอ่ยยยยยย” เธอยานคาง
“เอาโต๊ะเด็กๆก่อนเลย คงจะหิวกันน่าดู” น้าโต้งเอี้ยวตัวมาเล็กน้อยบอกให้เธอเสิร์ฟโต๊ะเรา
ต่างคนต่างจ้วงเอาๆโดยไม่สนใจที่จะพูดจากันแม้แต่คำเดียว เนื่องด้วยความเหนื่อยล้าของแต่ละคน
จะมีก็เพียงแต่ผมเท่านั้นที่นั่งจิบเบียร์เบาๆ
มองพวกเขากินข้าวอย่างเมามัน
นานๆทีผมถึงจะตักเข้าปากแล้วก็ตามด้วยเบียร์อีกแก้ว
ระหว่างนั้นข้าวก็ถูกยกออกมาเสิร์ฟเรื่อยๆจนครบกันถ้วนหน้า
ซึ่งเมื่อครบกันแล้ว
บรรยากาศก็เงียบอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
ซึ่งก็ไม่นานนักโต๊ะผมส่วนใหญ่ก็กินกันหมด
ล้างปากด้วยเบียร์แก้วหนึ่งแล้วก็เริ่มคุยกันต่อไป
“แล้วนี่คิดยังไงถึงมาล่ะ” โซถามผมหลังทานข้าวเรียบร้อยแล้ว
“มันก็ไม่รู้เหมือนกัน ใจมันร้อนๆ
วุ่นวายยังไงบอกไม่ถูก
อยู่ไม่ได้ก็เลยมาเท่านั้นแหละ” ผมตอบ แล้วเล่าต่อไป
“จริงๆผมได้ข่าวจากหน้า
เฟชพี่โก๋นานแล้วแหละ พอมาเมื่อวานก่อนผมได้ข่าวว่าไฟมันยังไม่ดับ
เท่านั้นแหละ
เหมือนไฟจี้ตูดเลย
ลุกแทบไม่ทัน ติดต่อมาทางพี่อั๋น มานี่ก็ไม่ได้หยิบไรมามากมายนัก
กางเกงในก็ตัวเดียว
ที่ใส่อยู่นี่แหละ
”
ผมชี้ลงไปที่เป้ากางเกงตอนท้ายประโยค ทั้งโต๊ะหัวเราะกันคิกคั๊ก
“แล้วนี่ทำไมมาดับไฟกันล่ะ น้าโต้งให้ตังรึเปล่า” ผมเป็นฝ่ายถามบ้าง
“ไม่ได้จ้างหรอก พวกเรามาทำกันเองเขาชวนมาผมก็มา
แรกๆก็ไม่คิดอะไรหลังๆมาชักสนุกก็เลยทำมันทุกวันนั่นแหละ
มีข้าวกินฟรีไปวันๆก็พอ
เปลืองแรงนิดหน่อย
ได้มิตรภาพมากมาย
อย่างพี่นี่ไง
เราไม่รู้จักกันเรายังได้มานั่งคุยกันกินเบียร์ด้วยกันอยู่นี่” ผมผงกหัวเห็นชอบในคำตอบของเขาด้วย
แล้วเสริมไปว่า
“ใช่แล้วผมชอบตรงมิตรภาพนี่แหละ
ในเมืองไม่มีหรอก
ผมอยู่หอพักรวมใส่หน้ากากใส่กันซะมากกว่า
โส-มมสุดๆ
ผมว่าที่ผมมาแบบนี้ก็เพราะงี้แหละ
แต่อีกอย่างหนึ่งผมก็ชอบป่าชอบเขาด้วยอยากคงมันไว้เพราะมันสวยดี
เวลามองก็สบายตาไม่มีป่าไม่มีน้ำอากาศร้อนจะอยู่ยังไง
จริงมั๊ย” ผมตบท้ายเชิงถามไปอีก
“ใช่ๆ” เสียงณรงค์แหลมขึ้นมาทันที
ดูเหมือนจะได้ที่แล้วเสียด้วย
เหนื่อยๆแบบนี้ไม่กี่แก้วก็เมา
“นี่ป่าต้นน้ำซะด้วยนะ
ได้ยินเขาว่ากัน
ผมก็ไม่รู้อะไรมาก” ณรงค์บอกกับผม
“ใช่เลย
ป่าต้นน้ำชั้นเยี่ยมเลยทีเดียว
นี่ยังจะมาเผากันอีก
แถมชาวบ้านยังไม่รู้จักช่วยกันดูแล
พอไม่มีน้ำก็มาร้องเย้วๆว่าขอน้ำๆ
มันน่าจริงๆ” การสนทนาชักจะเข้าน้ำเข้าเนื้อเข้าไปทุกที “ใช่
อย่าให้รู้นะว่าใครจุดจะตบให้คว่ำแมร่งเลย” ณรงค์โผล่งขึ้นตามสไตล์คนเลือดร้อน
แต่ก็ดูเหมือนจะส่งผลดี
เล่นเอาเราทั้งห้าคนที่นั่งอยู่ด้วยกันปล่อยก๊ากได้จนท้องขัดท้องแข็ง
ก่อนที่จะชนแก้วกันสักทีหนึ่ง
“อาร์ม
เดี๋ยวน้ากลับไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนนะ
ไม่ไหวๆเหนื่อยชะมัดเลย
ยังไงเดี๋ยวค่อยตามไปก็ได้
ส่วนเบียร์ก็กินกันเลยเดี๋ยวน้าจ่ายเอง
ถือว่าเป็นรางวัลให้ทุกคน
”
เวลานั้นก็สี่ทุ่มพอดิบพอดี
น้าโต้งขอตัวไปพักผ่อนก่อน
ซึ่งผมก็ตกลงเข้าใจตามนั้น
ก่อนที่จะหันมามองหน้ากับเพื่อนๆร่วมโต๊ะ
ยั๊กคิ้วใส่กันสองทีพร้อมกับยิ้มที่ริมฝีปาก
เป็นอันเข้าใจกันว่า
“หวานปากล่ะคืนนี้”
ผู้ใหญ่หลายๆคนเริ่มทยอยกลับกันเป็นลำดับหลังจากที่น้าโต้งปลีกตัวไปแล้ว
ในที่สุดก็เหลือเราเพียงหกคนเท่านั้นที่นั่งดื่มกันอยู่หน้าร้าน
ซึ่งก็ดูจะไม่มีวี่แววว่าจะแยกย้ายกันในห้าหรือสิบนาทีนี้เลย
“แล้วจะกลับเมื่อไหร่เนี่ย” โซถามผมด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
เหมือนจะหม่นๆนิดหน่อย
ผมเองก็ยากที่จะตอบเหมือนกัน “คงจะพรุ่งนี้แหละมั้งเพราะผมมีเรียนไง
นี่ถ้าไม่มีเรียนผมคงอยู่นี่แหละ
แต่มันไม่ได้เพราะจะโดนไทร์มิไทร์แหล่อยู่แล้ว”
“เห้ย พรุ่งนี้พี่เขาจะกลับแล้วว่ะ...” โซหันไปตบบ่าน้องชาย
“งั้นก็ยาวเลยคืนนี้” ณรงค์ตอบอย่างง่ายๆโดยไม่ต้องคิด
“เอาตามนั้น งั้นคืนนี้ผมเลี้ยงต่อเอง
นี่เราก็กินไปเจ็ดขวดแล้วพอแล้วจากนี้เราซื้อกันเอง....ผมได้เงินค่าซ่อมรถมาสามร้อยวันนี้ผมเลี้ยงพี่” โซบอกผม
ผมเองก็อึ้งในใจไปครู่ก่อนที่จะบอกไปว่า
“OK
งั้นผมเอาด้วยคนละสามร้อย
ไหวมั๊ยล่ะ” ผมเองก็อยากอยู่กับพวกเขาจนวินาทีสุดท้ายเหมือนกัน
“ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปได้แค่ไหน
แต่พี่อยู่ถึงตอนไหนผมก็อยู่ถึงตอนนั้นแหละ” โซตอบอย่างหนักแน่นโดยไม่ได้หยั่งเสียงคนอื่นๆเลย ผมจึงชายตามองทุกๆคนในโต๊ะ
แล้วโซก็พูดต่อมาว่า
“ไม่ต้องห่วง
ไอ้นี่(ตบบ่าวินัย)มันน้องเขยผมถ้าผมไม่ไปมันก็ไปไหนไม่ได้” วินัยมองยิ้มๆก่อนที่จะอัดบุหรี่แกล้มเบียร์ไปเฮือกใหญ่
“ส่วนไอ้นี่(ณรงค์)น้องชายผมก็ไปไหนไม่ได้
ไอ้บอลไอ้เต้
เพื่อนกัน
และมันก็รุ่นน้องผมไปไหนไม่ได้เหมือนกัน”
ผมออกจะหนักใจเล็กน้อย สำหรับ
เจ้าเต้
ก็เลยพูดไปว่า
“ผมไม่เครียดเรื่องพวกนี้หรอก
พวกเรามีใจเหมือนกัน
แค่ดื่มให้ผมอึกเดียวผมก็พอใจแล้วสำหรับคนที่กินไม่ได้
ส่วนใครกินได้ถ้ากินได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นแล้วก็ไปนอน
ดื่มหนักกับผมแล้วไปเกิดอะไรขึ้นผมก็ไม่ดีใจนักหรอกเอาพอดีๆแล้วกันใครอยากไปนอนก็ไป
แต่สำหรับผมคนสุดท้ายแน่นอน” โชแสยะยิ้มแล้วยกแก้ชูขึ้นเหนือหัว
“เอ้าชน” แล้วทุกคนก็ขานรับ
“ชน” เสียงแก้วกระทบกันเกร๊งกรั๊งบวกกับเสียงขานรับของเราทุกคนในยามดึกที่ทุกบ้านนอนแล้วเช่นนั้นคงจะดังเอาเรื่องจนเมียน้าเกียรติที่นั่งดื่มอยู่โต๊ะใกล้ๆหันมาว่า
“แหมไม่กี่วันเข้ากันจริงนะพวกเอ็ง อย่าเมามากล่ะ”
“เออ แล้วนี่คุณเป็นช่างซ่อมเหรอเห็นว่าได้ค่าซ่อมมาสามร้อยวันนี้” ผมชวนโซคุยต่อไปขณะเดียวกันคนอื่นๆในโต๊ะก็คุยกันไปเบาๆ
“ไม่หรอก ผมเคยอยู่ร้านซ่อมรถมาก่อนเลยแอบจำเขามา
แต่ผมว่าผมก็รู้หมดนะแถวนี้รถเสียเรียกหาผมกันทั้งนั้นแหละผมก็ได้เงินจากตรงนั้นบ้างเล็กน้อย” โซตอบซึ่งก็เล่นเอาผมทึ่งไม่น้อย
“โห เยี่ยมๆ
อีกหน่อยก็เปิดร้านไปเลย
อยู่กับลูกเมีย
พ่อแม่
มีร้านเล็กๆ
การใช้จ่ายก็บริหารเอาดีๆ
มีความสุขเท่านั้นก็พอแล้ว
ดีกว่าไปมีเงินเป็นล้าน
ลูกเมียไม่ได้อยู่ด้วยไม่ได้สั่งสอนผมว่าเปล่าประโยชน์” ผมเสนอความคิดเห็นไปเพื่อเป็นแนวคิด
“ใช่ๆ
ผมก็ว่าจะทำอย่างงั้นแหละเพราะผมเองก็พูดไม่เก่งเหมือนไอ้ณรงค์มัน
ทำอย่างอื่นก็ไม่ได้
ชอบรถมากกว่าอยู่กับรถนี่แหละดีสุดแล้ว” ผมเองก็กระจ่างเอาเวลานั้นเหมือนกันเพราะเมื่อวานที่ขึ้นดับไฟ
โซเป็นคนเดียวที่สะพายเป้เครื่องมือซ่อมทุกชนิดติดตัวไปด้วยเนื่องจากว่ามีการขี่รถวิบากขึ้นไปบนเขาด้วย “แล้วณรงค์ล่ะ
จะทำอะไร
”ผมหันไปทางณรงค์
“มันยังไม่ได้ทำอะไรหรอกตอนนี้พึ่งออกจากร้านเจ็กในเมืองมาเพราะมีเรื่องกันคนในร้านด้วยกัน” โซตอบแทนสายตามองที่น้องชายตัวดี
“ก็คงจะเป็นพวกใจร้อน
ปากไวน่ะสิ
ใช่ไหมล่ะถึงได้มีเรื่องกัน
ดูเหมือนจะผ่านตีนมาเยอะซะด้วยใช่ไหม
เมียเยอะก็อีกกรณี” ได้จังหวะผมก็อ่านใจคนทันที โซหัวเราะขึ้น ยื่นมือมาให้ผมจับผมก็จับและบีบแน่น
“อ่านทะลุเลยนะพี่” ณรงค์เองก็ยิ้มๆ แล้วพูดไปว่า
“ใช่พี่
ผมมันก็แบบนั้นแหละ...ผมว่าจะทำงานบริการนะเพราะมันใช้ปากล้วนๆ” ณรงค์เปรยถึงสิ่งที่อยากทำ
ผมก็เลยเสริมอย่าเอาใจใส่ไปว่า
“ใช่แล้ว
มันต้องแบบนั้นแหละ
แถวนี้งานบริการมีให้ทำเยอะ
อยู่กับพี่อั๋นก็ได้
พูดดีๆอย่างเอ็ง
แต่งตัวสะอาดๆ
ฉีดน้ำหอมหน่อย
ผมว่าคร้านจะวิ่งหนีพวกสาวๆญี่ปุ่นเกาหลีไม่ทันนะ” เสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งโต๊ะอีกครั้ง “ไหนพี่ลองอ่านผมมั่งสิ” โซนึกสนุกอะไรขึ้นมาไม่รู้ให้ผมอ่านนิสัยซะอย่างงั้น
ผมก็นิ่งไปครู่เอามือลูบคาง
“ผมว่าคุณนี่เป็นพวก
พูดน้อยต่อยหนัก
ถ้าเรื่องไม่หนักมากก็แค่เก็บไว้แต่ถ้าเกินทนล่ะเจ็บแน่
รักเดียวใจเดียว
มั่นคงและหนักแน่นดีพอสมควร” โซเองไม่พูดไม่จา
ได้แต่ยิ้มและลุกขึ้นยื่นมือมาจับกับผมอีกครั้ง
ส่วนคนอื่นก็ได้แต่มองตากันไปมา
“แล้วพี่ล่ะจะทำอะไรต่อไปไม่เห็นเล่าให้ผมฟังมั่งเลย” ณรงค์ยิงคำถามขึ้นขณะที่กำลังก้มหน้าก้มตามวนบุหรี่ท้องถิ่นอยู่ “ผมน่ะเหรอ” ผมทิ้งช่วงคิดระยะหนึ่ง
“เรียนจบก็คงต้องกลับบ้านนั่นแหละ
ไปสานต่อเรื่องทางบ้านที่ทางครอบครัวผมของน้าอะไรรวมๆแล้วก็เกือบๆสองร้อยไร่เข้าไปแล้ว
แล้วพวกเขาก็เข้าเมืองกันหมด
มีแต่ยาย
พ่อ
แม่ผมเท่านั้นที่อยู่บ้าน
ผมมันลูกคนเล็กจะปล่อยท่านทิ้งก็ใช่ที่
ท่านส่งเราเรียน
เรียนจบแล้วเราจะเดินต่อไปจากท่านอีกก็ไม่ดี
ผมว่าเราต้องกลับไปอยู่กับท่านมากกว่านะ” ผมรับบุหรี่ที่ณรงค์มวนให้มาคาบไว้ในปากก่อนที่จะเดาะซิปโป้ของผมขึ้นจุด
“บ้านผมก็เป็นร้านแบบนี้แหละ
แต่ผมอาจจะทำร้านให้ดีขึ้นกว่านี้จ้างคนมาดูแลมีเครื่องคิดเงิน
เราจะได้ตรวจสอบได้
ส่วนผม
พ่อ
แม่
ยายก็อยู่ในไร่
สร้างบ้านอยู่กันไป
ทำไร่
ทำนา
ปลูกป่าในที่ของตัวเองไปสิ
ไม่ก็อาจจะเลี้ยงวัวเล่นๆก็ได้
วันๆก็ไม่ต้องทำอะไร
ตื่นมาลดน้ำผัก
ดายหญ้าเล่นพอแดดแรงก็นอน
รึไม่ก็ขี่รถออกไปดูร้าน
หรือไม่ก็ดูที่ทางเปิดร้านสาขาใหม่ต่อไป
จะได้มีที่มาของเงินไง
ที่ดินถ้าทำไม่ไหวก็ปล่อยเช่า
แต่จริงๆผมอยากปลูกป่านะ
ปลูกป่าจริงๆเลยต้นอะไรก็ปลูกไปแต่เอาที่เรากินมันได้
มีน้ำให้มันก็พอ
เราจะได้ไม่ต้องมีรายจ่ายเรื่องพวกนี้ อาจจะหาคนมาช่วยงานในไร่ด้วย
โดยให้ที่สักไร่สองไร่ปลูกบ้าน
ปลูกผัก
เลี้ยงไก่ไข่
ผมให้วันละสามร้อยเลย
อยู่กินด้วยกัน
ตั้งตัวได้เมื่อไหร่ก็ออกไป
อย่างพวกคุณเนี่ยแหละ
อยากเก็บเงินผมก็อาจจะให้ไปช่วยงานของผมอย่างที่บอก แล้วถ้าผมมีเงินมากๆ ผมก็จะให้พ่อแม่ผมใช้ส่วนหนึ่งโดยกะว่าไม่ให้พวกท่านเดือดร้อนหากเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจขึ้น
เงินอีกส่วนหนึ่งผมก็เอาไปใช้อย่างที่อยากใช้อยากทำ
ซึ่งมันก็เยอะนะผมอยากเที่ยวทั่วไทยเลย
ขี่มอไซค์เที่ยว
ขึ้นเขา
เข้าป่า
เรียนทำอาหารเพราะพ่อผมชอบทำอาหารผมก็อยากแข่งกับพ่อ
หรือจะเอาเงินมาละลายปลูกป่าเล่นผมก็คิดไว้เหมือนกัน ทำนองนั้นแหละ” ทุกคนนิ่งอึ้งไปหลายสิบวินาทีหลังพูดจบ
ผมเองก็เงียบ
ยกเบียร์ขึ้นดื่มและจุดบุหรี่สูบตาม
“เต้ ไหวมั๊ย
ไม่ไหวก็กลับ
พี่อั๋นบอกให้เข้าไปหาด้วยไม่ใช่รึ” ผมพูดขึ้นเพื่อบรรเทาความเงียบ
“ไหวพี่
ไหว
ๆ ” มันตอบเสียงอ้อแอ้ๆ ผมเลยหันไปทางโซผู้อาวุโสสุดสำหรับคนในกลุ่ม
“ผมว่าเอามันไปเก็บเถอะ”
“เห้ย ...กลับไป
พวกเอ็งสามคนนั่นแหละ
ไม่ไหวกันแล้ว
ไปกลับๆ
พากันไปดีๆล่ะ” วินัยได้ยินดังนั้นก็ลากเพื่อนเดินออกไป
ส่วนเจ้าบอลก็เดินตามออกไป
“ไหวมั๊ยวินัย” ผมหยังเสียงอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
“สบายมากพี่ ผมไม่เมามากหรอก
มีแต่ไอ้นี่แหละ” มันตอบพร้อมกับทำหน้าทำตาหันไปทางไอ้เต้ที่ซ้อนท้ายอยู่
ลำพังไอ้เจ้าวินัยเองขาก็ไม่ถึงพื้นอยู่แล้ว
“เห้อ
จะเชื่อมันได้ไหมเนี่ย” ผมคิดในใจ
เหลือเพียงเราสามคนที่นั่งอยู่ด้วยกันผมเองกับโซดูเหมือนจะดวดเบียร์แข่งกันอยู่เพียงสองคนเพราะเจ้าณรงค์เมาแล้ว
ออกไปเดินเล่นวิ่งเล่น
ดันพื้นเล่นไปตามประสาคนเมา
จู่ๆ
โซก็นึกพิเรนทร์อะไรขึ้นมาพูดกับผมว่า
“
อยากกินมะม่วงร้านชื่อดังไหมพี่
”
แล้วโซก็มองไปที่ต้นมะม่วงหน้าร้าน
ครัวม่อนไข่
ผมเองยังไม่ทันจะได้ทักท้วงอะไรโซมันก็เดินไปสะกิดน้องชายกระซิบอะไรกันอยู่ครู่หนึ่งก็แยกย้ายทำตามหน้าที่ที่ได้ตกลงกันไว้ โซกระโดดคว้ากิ่งมะม่วงท่อนเท่าแขนไว้ท่อนหนึ่งแล้วโยนตัวขึ้นไปบนคาคบไม้คืบไปทีละนิดๆอย่างชำนาญเพื่อเด็ดเอามะม่วงลูกที่ไม่แก่นักมากินด้วยกัน ส่วนณรงค์ก็เดินด้อมๆมองๆอยู่บริเวณหน้าร้านซึ่งเป็นที่ตำส้มตำของร้าน
เปิดผ้าดูโน่นนี่เหมือนกำลังจะหาอะไรบางอย่าง
ผมเองก็หวั่นที่พวกเขาทำแบบนั้นก็ได้แต่ร้อง
ออกไปแบบเสียงแห้งๆกลัวคนอื่นเขาได้ยินแล้วตื่นขึ้นมาสาดด้วยลูกซอง
มีหวังได้เป็นไข้โป้งไม่คนนึงก็สองคนล่ะ
แต่ทั้งสองพี่น้องก็ไม่ได้สนกับเสียงผมต่างทำหน้าที่กันอย่างฉับไว
โซโยนมะม่วงลงมาได้สี่ลูกก็กระโดดลงจากต้นไม้ม้วนหน้าทันทีเพราะจุดที่ลงนั้นเป็นเนินเล็กๆใต้โคนไม้
จากนั้นก็หอบวิ่งมาวางที่โต๊ะ
ณรงค์ก็ตามมาโดยซ่อนมือไว้ข้างหลังผมเองก็ลุ้นเหมือนกันว่ามันคืออะไร
แต่พอวางลงกลางโต๊ะเท่านั้นผมก็ถึงกับตาโต
เพราะมันคือกับแกล้มชั้นดี
“ถั่วลิสงคั่ว”
“แหล่มเลยงานนี้...” ผมพูดขึ้น
“นี่แหละสุดยอดทั้งมะม่วงแล้วก็ถั่ว” โซว่าขณะที่คว้ากระเป๋าขึ้นมาซอกหาอะไรบางอย่างอยู่
“นี่....ทีเด็ด” โซวางเครื่องปรุงรสต้มยำลงบนโต๊ะสามซองซึ่งเมื่อกินกับมะม่วงแล้วเลิศรสจนยากจะบรรยายเลย
ตรงนี้เองทำให้ผมรู้ว่าคนที่เดินป่ากันบ่อยๆมักจะทำเป็นนิสัยคือพกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปด้วยสำหรับกินกันหิว
แต่พวกเขาจะกินแบบไม่ใส่เครื่องปรุงนะครับ
จะเก็บไว้กินเล่นเวลาเหนื่อยๆโดยการหยิบผงเครื่องปรุงวางไว้บนลิ้นแล้วปล่อยให้มันละลายไปเอง
ส่วนน้ำมันที่มีมาด้วยสำหรับบะหมี่บางรสเขาก็จะเก็บไว้สำหรับผัด
ทอด
สิ่งต่างๆครับ
แหม...ถ้าเทียบไปแล้วผมนี่มันเด็กๆไปเลย
แทบไม่รู้อะไรด้วยซ้ำในเรื่องของการดำรงชีพในป่า
พวกเราต่างกินมะม่วงกันอย่างเอร็ดอร่อย
พอหมดแล้วก็หันมากินเบียร์ต่อโดยมีถั่วลิสงแกล้ม
มันช่างสุนทรีจริงๆครับ
การสนทนาเริ่มเว้นระยะห่างไปแล้วด้วยความเมาและดูเหมือนว่าหมดเรื่องที่จะคุย
จนเวลาเที่ยงคืนผมก็เลยเป็นฝ่ายออกความเห็นให้เราแยกย้ายกันกลับเพราะเบียร์หมดไปแล้ว
ซึ่งทั้งหมดรวมแล้วมีของน้าโต้งเจ็ดขวด
ผมกับโซคนละหก
พี่กวางสาม
คนรู้จักของโซที่แวะมาอีกสาม
รวมแล้วก็ 19 ขวด โอ้โห...สมควรแยกย้ายแล้วล่ะครับงานนี้
“ไหวมั๊ยพี่ ให้ผมเดินไปส่งป่าว” โซถามผม
“ไม่ต้องห่วง สบายมาก
เอาน้องมันกลับให้ถึงบ้านเหอะ” ผมตอบ
ขณะที่กำลังเริ่มออกเดินกลับ...
“โอเคพี่ โชคดีมีโอกาสแล้วเจอกัน” ณรงค์ตะโกนไล่หลังมา
ผมหันไปมองก็เห็นนั่งซ้อนกอดเอวพี่ชายแน่น
ผมเดินคลอเคลียกับหมาในระแวกนั้นไปเรื่อยๆ
เสียงแตรจากมอไซค์โซดังขึ้นเหมือนเป็นการกล่าวอำลา
ผมโบกมือให้โดยที่ไม่หันกลับไปมอง
แล้วเสียงแวนซ์ภูเขาก็ห่างออกไป
เหลือเพียงผมกับหมาเท่านั้นที่อยู่กลางถนน
เมื่อผมเดินมาถึงบ้านน้าโต้ง
บ้านปิดประตูสนิทนิ่งและไฟสักดวงก็ไม่เปิด
ประตูหลังบ้านไม่ได้ล็อค
แต่ผมก็ไม่ได้เข้าไปในบ้านเพราะกลัวว่าเขาจะตื่นขึ้นมาซึ่งมันก็เป็นการรบกวนเกินไป
ผมจึงเลือกเอาเปลหน้าบ้านผืนหนึ่งนั่นแหละครับเป็นที่หลับนอน
ผมทิ้งตัวลงนอนโดยสวนเสื้อแขนยาวเน่าๆที่ใส่ดับไฟเมื่อวานเพื่อกันความหนาวเย็น
ก่อนที่ผมจะหลับตาลงก็เสยศอกเข้าปลายคางเจ้าโคล่าทีหนึ่งเพราะมันเดินมาจะเลียหน้าผม
แล้วผมก็หลับไป..
“ป่ะป๊า
กินข้าวกันๆ” เสียลูกสาวน้าโต้งดูเหมือนจะเป็นเจ้าตัวเล็กเรียกน้าโต้งให้ไปร่วมกินข้าว
และดูเหมือนเสียงนั้นจะเป็นเสียงแรกที่ผมได้ยิน
แต่ผมก็ยังนอนอยู่เช่นนั้นแหละไม่รู้เหมือนกันว่าตื่นมาแล้วจะลุกไปทำอะไรจึงเนียนไปก่อน ไม่นานนักครูปุ้มก็พาเด็กๆเดินออกมาใส่รองเท้า
ก่อนที่จะออกไปทำงาน
และเด็กๆก็ต้องออกไปเรียน
“พี่เค้านอนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อคืนเลยเหรอแม่” เจ้าตัวน้อยถามแม่
ผมเองก็นอนยิ้มๆอยู่ในเปล
“จ๊ะ แม่ก็ว่าอย่างงั้นแหละคงจะหนาวแย่เลย...รีบใส่รองเท้าเข้าลูก” ครูปุ้มตอบลูกสาว
“ปลุกพี่เขาดีไหมคะแม่” เจ้าตัวเล็กชักจะแสดงออกถึงความน่ารักซะแล้ว
ผมเองกลั้นหัวเราะอยู่ในเปล
“ไม่ต้องหรอก พี่เขานอนอยู่ปล่อยพี่เขานอนไปเถอะ
เราน่ะไปเรียนได้แล้ว” ครูปุ้มว่า
พร้อมกับเดินมาหิ้วกระเป๋าให้เจ้าตัวเล็กไปขึ้นรถ
แล้วก็ขับรถออกไป...
ผมลุกขึ้นมานั่งยิ้มๆอยู่พักใหญ่หลังจากเสียงรถพ้นประตูออกไปแล้ว พลางเล่นกับเจ้าโคล่าไปด้วย จากนั้นผมเองก็ล้างหน้าล้างตาอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อ(แค่เสื้อเท่านั้นอย่างอื่น เดิมหมด) แล้วเดินไปทานข้าวฝั่งตรงข้าม ส่วนน้าโต้งก็นั่งทำงานอยู่หน้าคอม ผมเองก็ได้เข้าไปนั่งคุยอยู่ด้วยหลังทานข้าวมาแล้ว ช่วงสายๆน้าโต้งก็มาส่งผมขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางกลับสู้เมืองย่าโม...โดยก่อนกลับก็มอบหนังสือซึ่งเป็นผลงานของน้าโต้งเองให้เล่มหนึ่ง “บุกป่าแก่งกระจาน” ผมก็เลยได้อ่านมาตลอดทางจนถึงโคราชเลยครับ